Category: puntham

  • ปันธรรม: 6 กันยายน 2568

    ปันธรรม: 6 กันยายน 2568

    สพฺพํ ปรวสํ ทุกฺขํ
    สพฺพํ อิสฺสริยํ สุขํ

    ประโยชน์ทั้งปวงที่อยู่ในอำนาจของผู้อื่น เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
    อิสรภาพจากการขึ้นอยู่กับสิ่งใด เป็นสุขทั้งสิ้น

    ประโยชน์ทั้งปวงที่อยู่ในอำนาจของผู้อื่น นั้นเป็นทุกข์ คือ นำทุกข์มาให้ เพราะไม่อาจทำให้สำเร็จตามความปรารถนาของตนได้ อีกทั้งมีความไม่เที่ยงเป็นสภาวะ กล่าวคือ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์

    นิพพาน เป็นสิ่งที่สลัดออกจากสิ่งไม่เที่ยง จึงเรียกว่าเป็น อิสริยะ คือ มีอำนาจในการกำหนดหรือจัดการสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ไม่ต้องขึ้นกับผู้อื่น มีอิสรภาพในการตัดสินใจ ปราศจากการควบคุมหรือบังคับจากภายนอก จึงนำมาซึ่งความสุข

    ในที่นี้หมายถึง ความสุขทางใจที่ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นในทุก ๆ สิ่ง

    ———-
    เกร็ดเรื่องราว

    นางวิสาขา อุบาสิกาผู้มีศรัทธา ได้สร้างปราสาทถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ด้วยทรัพย์จำนวนมาก วันหนึ่ง เมื่อประสบปัญหาเรื่องการเก็บส่วนเกินควร จากผู้เก็บส่วย และไม่สามารถเข้าเฝ้าพระราชาเพื่อขอความช่วยเหลือได้ นางจึงไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแทน พร้อมเล่าว่าแม้จะพยายามขอความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจแต่ไม่ประสบผล แต่การเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากลับก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางธรรม คือ ได้ทัสสนานุตริยะ อันเป็นความยอดเยี่ยมทางจิตใจ
    .
    พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมว่า การพึ่งพาผู้อื่นหรือสิ่งภายนอกเพื่อนำพาประโยชน์นั้น มักนำทุกข์มาให้เพราะอยู่เหนือการควบคุมของตน ต่างจากพระนิพพานซึ่งเป็นอิสรภาพที่แท้จริงจากสิ่งไม่เที่ยงและการขึ้นต่อผู้อื่น ผู้ที่มีจิตใจไม่ขึ้นต่อสิ่งภายนอกจึงถึงความสุขอันแท้จริง
    .
    ทั้งนี้ ความทุกข์ในชีวิตเกิดจากกิเลสและกามโยคะที่ทำให้ไม่สามารถละวางได้ง่าย แต่ผู้ที่ฝึกตนละพึ่งพิงสิ่งอื่นจะเข้าถึงความสุขและความเป็นอิสระอย่างแท้จริง

  • ปันธรรม: 30 สิงหาคม 2568

    ปันธรรม: 30 สิงหาคม 2568

    น้ำหยดทีละหยดเต็มภาชนะได้ฉันใด บาปแม้สั่งสมทีละน้อยย่อมเต็มด้วยบาปฉันนั้น

    เราไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณน้อยจะไม่มาถึง
    แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดได้ฉันใด
    คนพาลเมื่อสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น

    มาวมญฺเญถ ปาปสฺส น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
    อุทพินฺทุนิปาเตน อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
    อาปูรติ พาโล ปาปสฺส โถกํ โถกํปิ อาจินํ.

    เกร็ดเรื่องราว

    ครั้งหนึ่ง ในสมัยพระพุทธกาล
    พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ในวัดเชตวัน

    ทรงกล่าวถึ่งภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ถนอมบริขาร (เครื่องใช้สอยของพระสงฆ์)
    ใช้แล้วก็ทิ้งไว้ ทำให้เสียหายไป
    เพราะฝนบ้าง แดดบ้าง ถูกสัตว์ เช่น มด ปลวก กัดแทะบ้าง

    แม้ภิกษุอื่นกล่าวเตือน ภิกษุนั้นกลับกล่าวว่า

    “สิ่งที่ผมทำนั้นเพียงเล็กน้อย บริขารนั่นไม่มีจิต ความวิจิตรก็ไม่มี”

    และภิกษุนั้นก็ยังคงประพฤติเช่นเดิมอยู่

    ภิกษุอื่น จึงกราบทูลกิริยาของภิกษุนั้นแด่พระศาสดา

    พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า

    “ภิกษุ ข่าวว่าเธอทำอย่างนั้นจริงหรือ”

    ภิกษุนั้นก็ตอบดังเดิมว่า

    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้นจะเป็นอะไร
    ข้าพระองค์ทำกรรมเล็กน้อย
    บริขารนั้นไม่มีจิต ความวิจิตรก็ไม่มี”

    เมื่อนั้น พระศาสดาจึงตรัสกับภิกษุนั้นว่า

    “อันภิกษุทั้งหลาย
    ขึ้นชื่อว่าบาปกรรม
    ใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่านิดหน่อย เหมือนอย่างว่า
    ภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง
    เมื่อฝนตกอยู่ ไม่เต็มได้ด้วยหยาดน้ำหยาดเดียวโดยแท้
    ถึงกระนั้น เมื่อฝนตกอยู่บ่อยๆ
    ภาชนะนั้นย่อมเต็มได้แน่ๆ ฉันใด
    บุคคลผู้ทำบาปกรรมอยู่
    ย่อมทำกองบาปให้ใหญ่โตขึ้นโดยลำดับได้อย่างแน่ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน”

    ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาข้างต้น…

    ที่มา: เรื่องภิกษุไม่ถนอมบริขาร ใน คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ 9 พระไตรปิฎกเล่มที่ 25
    https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=587&Z=617

  • ปันธรรม: 18 เมษายน 2568

    ปันธรรม: 18 เมษายน 2568

    ความเพียรที่พูนไป
    ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน
    ความเพียรที่พร่องไป
    ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
    เราจึงควรกำหนดความเพียรให้เสมอพอเหมาะ

    การทำความเพียร ควรเริ่มก่อตัวขึ้นในใจให้พร้อมและถูกต้องก่อน
    แล้วจึงขยายออกไปเป็นการกระทำภายนอกให้ประสานกลมกลืนกัน


    มิใช่ เมื่อคิดอยากทำความเพียร ก็สักแต่ว่าระดมใช้กำลังกายเอาแรงเข้าทุ่ม
    ซึ่งอาจกลายเป็นการทรมานตนเอง ทำให้เกิดผลเสียได้มาก


    การทำความเพียรจึงต้องสอดคล้องกลมกลืนกันไปกับธรรมข้ออื่นๆ ด้วย
    โดยเฉพาะสติสัมปชัญญะ ใช้ปัญญาดำเนินความเพียรให้พอเหมาะ ไม่ให้ตึง หรือ หย่อนเกินไป
    .
    เกร็ดเรื่องราว
    .
    ครั้งนั้น ท่านพระโสณะพำนักอยู่ในป่าสีตะวัน ใกล้เมืองราชคฤห์ ท่านได้ทำความเพียรอย่างแรงกล้า เดินจงกรมจนเท้าแตกทั้งสองข้าง แต่ไม่สำเร็จผล คราวหนึ่ง ขณะอยู่ที่สงัด จึงเกิดความคิดว่า จะลาสิกขา เพื่อไปใช้จ่ายโภคสมบัติ และทำความดีแทน
    .
    พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความคิดของท่านพระโสณะ และได้เสด็จมาเทศนาด้วย
    .
    พระพุทธเจ้า: โสณะ เธอเกิดความคิด มิใช่หรือ?
    โสณะ: ถูกแล้วพระเจ้าข้า
    .
    พระพุทธเจ้า: เธอคิดเห็นอย่างไร? ครั้งก่อนเมื่อเป็นคฤหัสน์ เธอเป็นผู้ชำนาญในการดีดพิณมิใช่หรือ?
    โสณะ: ถูกแล้ว พระเจ้าข้า
    .
    พระพุทธเจ้า: เธอคิดเห็นอย่างไร? คราวใดสายพิณของเธอตึงเกินไป คราวนั้นเสียงพิณเธอมีเสียงเพราะ หรือเหมาะที่จะใช้การ กระนั้นหรือ?
    โสณะ: หามิได้ พระเจ้าข้า
    .
    พระพุทธเจ้า: เธอคิดเห็นอย่างไร? คราวใด สายพิณของเธอหย่อนเกินไป คราวนั้นพิณของเธอ มีเสียงเพราะ หรือเหมาะที่จะใช้การ กระนั้นหรือ?
    โสณะ: หามิได้ พระเจ้าข้า
    .
    พระพุทธเจ้า: แต่คราวใด สายพิณของเธอ ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป
    ตั้งอยู่ในระดับพอดี คราวนั้นพิณของเธอ จึงจะมีเสียงไพเราะ หรือเหมาะที่จะใช้การ ใช่ไหม?
    โสณะ: ถูกแล้ว พระเจ้าข้า
    .
    พระพุทธเจ้า: ฉันนั้นเหมือนกัน โสณะ ความเพียรที่ระดมมากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนไปย่อมเป็นเพื่อความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งใจกำหนดความเพียรให้เสมอพอเหมาะ จงเข้าใจความเสมอพอดีกันแห่งอินทรีย์ [1] ทั้งหลาย และจงถือเป็นนิมิตในความเสมอพอดีกันนั้น
    .
    .
    [1] อินทรีย์ หมายถึง ความสามารถหลักทางจิตห้าประการ ได้แก่ ศรัทธา ปัญญา วิริยะ (ความเพียร) และ สมาธิ
    .
    ที่มา:
    .
    หนังสือ พุทธธรรม ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.watnyanaves.net/th/book_detail/302
    .
    โสณสูตร ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 14 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=22&A=8830&Z=8947&pagebreak=0

     

  • ปันธรรม: 5 เมษายน 2568 ที่ควรช้าก็ช้า ที่ควรเร่งก็เร่ง ผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์

    ปันธรรม: 5 เมษายน 2568 ที่ควรช้าก็ช้า ที่ควรเร่งก็เร่ง ผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์

    ที่ควรช้าก็ช้า ที่ควรเร่งก็เร่ง ผลที่หมายจึงจะสำเร็จบริบูรณ์

    โย ทนฺธกาเล ตรติ ตรณีเย จ ทนฺธติ
    สุกฺขปณฺณํว อกฺกมฺม อตฺถํ ภญฺชติ อตฺตโน ฯ
    โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ ตรณีเย จ ตารยิ
    สสีว รตฺตึ วิภชํ ตสฺสตฺโถ ปริปูรตีติ ฯ

    ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ กลับทำงานอย่างเร็วพลัน
    ในคราวที่ควรทำอย่างรีบด่วน กลับทำอย่างเชื่องช้า

    ผู้นั้นย่อมหักราญประโยชน์ของตนเอง
    เหมือนคนแข็งแรงเหยียบใบตาลแห้ง

    ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ ก็ค่อยๆ ทำงานอย่างช้าๆ
    ในคราวที่ควรทำรีบด่วน ก็รีบทำอย่างเร็วพลัน

    ผู้นั้นย่อมได้ประโยชน์บริบูรณ์
    เหมือนดวงจันทร์กำจัดความมืด ยังราตรีให้สว่างอยู่

     

    เกร็ดเรื่องราว

    พุทธพจน์นี้ มาจากส่วนหนึ่งของ คชกุมภชาดก
    ที่เล่าเรื่องในอดีตกาล
    เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
    พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพาราณสีนั้น

    พระเจ้าพาราณสีได้เป็นผู้มีพระอัธยาศัยเกียจคร้าน
    พระโพธิสัตว์จึงประสงค์ให้พระราชาทรงรู้สึกพระองค์

    วันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน
    ทอดพระเนตรเห็นสัตว์ตัวหนึ่ง
    จึงตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร
    พระมหาสัตว์กราบทูลว่า สัตว์นั้นชื่อ คชกุมภะ [1]


    แล้วกราบทูลว่า เป็นสัตว์ที่เฉื่อยช้า
    แม้จะเดินไปทั้งวัน ก็ไปได้เพียงนิ้วหนึ่งหรือสองนิ้วเท่านั้น
    หากมีไฟป่า ถ้าเดินไปไม่ถึงโพรงไม้ หรือ ช่องแผ่นดิน ก็จะตาย

    พระโพธิสัตว์ใช้เรื่องนี้ มากล่าวเปรียบเปรยเพื่อให้พระราชาทรงฟังว่า

    ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ กลับทำงานอย่างเร็วพลัน
    ในคราวที่ควรทำอย่างรีบด่วน กลับทำอย่างเชื่องช้า

    ผู้นั้นย่อมหักราญประโยชน์ของตนเอง
    เหมือนคนแข็งแรงเหยียบใบตาลแห้ง

    ผู้ใดในคราวที่ควรทำช้าๆ ก็ค่อยๆ ทำงานอย่างช้าๆ
    ในคราวที่ควรทำรีบด่วน ก็รีบทำอย่างเร็วพลัน

    ผู้นั้นย่อมได้ประโยชน์บริบูรณ์
    เหมือนดวงจันทร์กำจัดความมืด ยังราตรีให้สว่างอยู่

    พระราชาได้ทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว
    ตั้งแต่นั้นก็มิได้ทรงเกียจคร้านอีก


    [1] คชภุมภะ คือ สัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง รูปร่างของมันคล้ายกระพองช้าง และมีพฤติกรรมโยกตัวช้า ๆ เมื่อเคลื่อนที่


    ที่มา: คชกุมภชาดก ใน พระไตรปิฎกเล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1
    อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=678

  • ปันธรรม: 26 ตุลาคม 2567: ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ วันคืนล่วงไปเท่าใด ชีวิตก็ล่วงไปเท่านั้น

    ปันธรรม: 26 ตุลาคม 2567: ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ วันคืนล่วงไปเท่าใด ชีวิตก็ล่วงไปเท่านั้น

    อโมฆํ ทิวสํ กยิรา อปฺเปน พหุเกน วา
    ยํ ยํ วิวหเต รตฺติ ตทูนนฺตสฺส ชีวิตํ

    ควรทำวันและคืนไม่ให้ไร้ประโยชน์
    เพราะวันคืนล่วงไปเท่าใด
    ชีวิตของสัตว์ก็ล่วงไปเท่านั้น

    เกร็ดเรื่องราว

    ธรรมบทนี้เป็นสุภาษิตส่วนหนึ่งของท่านพระสิริมัณฑเถระ
    ว่าด้วยการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ดังนี้:

    ชราภาพ โรคภัย และความตาย
    เป็นเหมือนกองไฟที่สัตว์โลกไม่กำลังที่จะต่อต้านหรือหนีไปได้
    เราจึงควรทำวันและคืนไม่ให้ไร้ประโยชน์
    เพราะเมื่อวันคืนล่วงไปเท่าใด ชีวิตของสัตว์ก็ล่วงไปเท่านั้น

    ความตายสามารถรุกร้นเราเข้ามาได้ในทุกอิริยาบถ
    ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน
    เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประมาทเวลา

    จาก สิริมัณฑเถรคาถา สุภาษิตสอนให้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ พระไตรปิฎก เล่มที่ 26
    อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=359

     

    #ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ #วันคืนล่วงไปเท่าใด #ชีวิตก็ล่วงไปเท่านั้น #สิริมัณฑเถรคาถา #พระไตรปิฎก #ชราภาพ #โรคภัย #ความตาย #กองไฟ #ไม่ประมาท #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

     

  • ปันธรรม: 18 ตุลาคม 2567: ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย

    ปันธรรม: 18 ตุลาคม 2567: ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย

    อนิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโต วิปจฺจติ
    ทำเรื่อยไป ไม่ท้อถอย ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย

    เกร็ดเรื่องราว

    เอกปทชาดก
    ความเพียรทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง

           เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร มีกุฎุมพีชาวสาวัตถี ผู้เป็นบิดาพาบุตรมาเข้าเฝ้า เนื่องจากวันหนึ่งบุตรที่นั่งอยู่บนตักได้ถามปัญหาถึงประตูไปสู่ประโยชน์ เขาคิดว่า ปัญหานี้เป็นพุทธวิสัย คนอื่นน่าจะไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ จึงมาขอคำตอบจากพระศาสดา

    พระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า ดั้งนี้

    ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี มีบุตรซึ่งยังเป็นกุมารน้อย ถามขึ้นว่า

    มีเหตุอย่างเดียวที่ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่างอยู่หรือไม่
    ลูกจะพึงทำประโยชน์ให้สำเร็จด้วยเหตุใด
    ขอคุณพ่อจงบอกเหตุนั้น ซึ่งรวมประโยชน์ได้หลายอย่างแก่ผมเถิด

    พระโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดา ตอบว่า

    ลูกเอ๋ย เหตุนั้นคือ ความขยันหมั่นเพียร ทำให้ได้ประโยชน์หลายอย่าง
    เพราะความขยันหมั่นเพียร ประกอบด้วย ศีล และ ขันติ
    ซึ่งอาจทำมิตรทั้งหลายให้ถึงความสุข
    หรืออาจทำศัตรูทั้งหลายให้ถึงความทุกข์ได้

    พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาแก่บุตรฉะนี้
    บุตรนั้นได้ยังประโยชน์ของตนให้สำเร็จตามนัยที่บิดาบอก
    ดำรงชีพไปตามยถากรรมแล้ว

    ครั้นพระพุทธเจ้าเล่าจบสัจจธรรม
    กุฎุมพีชาวสาวัตถีผู้เป็นบิดา และบุตร ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล

    ซึ่งบุตรในอดีตกาลครั้งนั้น ก็ได้มาเป็นบุตรของกุฎุมพีชาวสาวัตถี
    ส่วนเศรษฐีกรุงพาราณสีผู้เป็นบิดาในครั้งนั้น ก็คือ พระพุทธองค์


    ที่มา:
    • เอกปทชาดกที่ 8 ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ 27
    อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=27&A=1848
    อ่านอรรถกถา: https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=325
    • หนังสือพระเจ้า 500 ชาติ ของ ธรรมสภา

    #ความเพียร #ความขยันหมั่นเพียร #ศีล #ขันติ #เอกปทชาดก #พระไตรปิฎก #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

     

  • ปันธรรม: 4 ตุลาคม 2567: เกิดมาแล้วในชาตินี้ ควรสร้างความดีงามให้มาก

    ปันธรรม: 4 ตุลาคม 2567: เกิดมาแล้วในชาตินี้ ควรสร้างความดีงามให้มาก

    เกิดมาแล้วในชาตินี้ ควรสร้างความดีงามให้มาก

    ยถาปิ ปุปฺผราสิมฺหา กยิรา มาลาคุเฬ พหู
    เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ

    ช่างดอกไม้ ร้อยพวงมาลัยได้มากมาย จากกองดอกไม้กองหนึ่ง ฉันใด
    คนเราเกิดมาแล้วในชาตินี้ ควรสร้างความดีงามให้มาก ฉันนั้น

    เกร็ดเรื่องราว

    พุทธพจน์นี้ ทรงตรัสถึงการสร้างกุศลของนางวิสาขา อุบาสิกาผู้มีทั้งศรัทธาและทรัพย์มาก ว่า เปรียบเช่น ช่างดอกไม้ที่ฉลาด เฉียบแหลม และ ขยัน เมื่อมีดอกไม้มีมาก ย่อมร้อยพวงมาลัยได้เป็นจำนวนมาก

    ช่างดอกไม้ที่ไม่ฉลาด ไม่ว่าจะมีดอกไม้มากหรือน้อยก็ตาม ก็ไม่สามารถร้อยพวงมาลัยจำนวนมากได้
    ช่างดอกไม้ที่ฉลาด หากมีดอกไม้น้อย ก็ไม่สามารถร้อยพวงมาลัยจำนวนมากได้
    ช่างดอกไม้ที่ฉลาด ขยัน เฉียบแหลม เมื่อดอกไม้มีมาก ย่อมร้อยพวงมาลัยจำนวนมากได้ ฉันใด

    บุคคลเมื่อมีทั้งศรัทธา และ ทรัพย์น้อย ก็ไม่อาจทำกุศลให้มากได้
    เมื่อมีศรัทธาน้อย แม้มีทรัพย์มาก ก็ไม่อาจทำกุศลให้มากได้
    เมื่อมีศรัทธา แต่มีทรัพย์น้อย ก็ไม่อาจทำกุศลให้มากได้
    แต่นางวิสาขา เป็นผู้มีทั้งศรัทธาและทรัพย์มาก จึงทำกุศลให้มากได้ ฉันนั้น

    จาก เรื่องนางวิสาขา อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่ ๔ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=14&p=8

    #เกิดมาแล้วในชาตินี้ควรสร้างความดีงามให้มาก #นางวิสาขา #ปุปผวรรค #ช่างดอกไม้ #พวงมาลัย #ศรัทธา #ทรัพย์ #กุศล #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

  • ปันธรรม: 28 กันยายน 2567: ความรู้จักประมาณ ทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ

    ปันธรรม: 28 กันยายน 2567: ความรู้จักประมาณ ทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ

    ความรู้จักประมาณ ทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ

    มตฺตญฺญุตา สทา สาธุ
    ความรู้จักประมาณ ทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ

    เกร็ดเรื่องราว
    อรรถกถา คิชฌชาดก
    ว่าด้วย ผู้ไม่ทำตามคำสอนย่อมพินาศ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากซึ่งเป็นลูกผู้ดีคนหนึ่ง แม้บวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์ เมื่ออาจารย์อุปัชฌาย์และเพื่อนพรหมจารีผู้หวังดี กล่าวสอนว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้ มองไปข้างหน้าอย่างนี้ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างนี้ คู้เข้าอย่างนี้ เหยียดออกอย่างนี้ นุ่งอย่างนี้ ห่มอย่างนี้ ถือบาตรอย่างนี้ พึงรับภัตแต่พอยังอัตภาพให้เป็นไป พิจารณาก่อนแล้วจึงฉัน ฯ
    ภิกษุผู้ว่ายากไม่อดทนต่อโอวาท ไม่ยินดีรับคำสอน กล่าวตอบว่า กระผมไม่ได้ว่าพวกท่าน เหตุไรพวกท่านจึงว่ากระผม กระผมเท่านั้นจักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์สำหรับผม

               พระศาสดาตรัสถามว่า ได้ยินว่า เธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริง จึงตรัสว่า เธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่เชื่อคำของผู้ที่หวังดี แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่เชื่อคำ ต้องแหลกละเอียดในช่องลมเวรัมพวาตมาแล้วดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-

               ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกแร้งที่เขาคิชฌกูฏ นกแร้งนั้นมีบุตรเป็นพญาแร้งชื่อ สุปัต ซึ่งมีกำลังมาก มีนกแร้งหลายพันเป็นบริวาร พญาแร้งนั้นเลี้ยงดูมารดาบิดา แต่เพราะความที่ตนมีกำลังมาก จึงบินไปไกลเกินควร

               บิดาได้กล่าวสอนพญาแร้งนั้นว่า 

              “ลูกรัก เมื่อใดเจ้าเห็นแผ่นดินมีทะเลล้อมรอบ กลมประหนึ่งว่ากงจักร ลอยลิบๆ อยู่ดุจใบบัวลอยอยู่ในน้ำ เจ้าจงรีบกลับเสียจากที่นั้น อย่าบินต่อจากนั้นไปอีกเลย”

               พญาแร้งนั้นแม้รับคำว่า ดีแล้ว ก็จริง แต่วันหนึ่งเมื่อฝนตกใหม่ๆ ได้บินไปกับนกแร้งทั้งหลาย
    นกแร้งสุปัตเป็นสัตว์ มีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังมาก มีปีกแข็ง บินขึ้นไปถึงอากาศเบื้องบนโดยกำลังเร็ว ทิ้งนกแร้งหลายเสีย เมื่อเหลียวกลับมาแลดูภูเขาและป่าไม้ทั้งหลาย ก็ได้เห็นแผ่นดินมีทะเลล้อมรอบ กลมดุจกงจักรเหมือนคำของบิดาบอกไว้

               นกแร้งสุปัตก็บินล่วงเลยที่นั้น ไปเบื้องหน้าอีก ยอดลมแรงแข็งกล้า ได้ประหารนกแร้งสุปัตผู้มีกำลังมากนั้นให้แหลกละเอียด นกแร้งสุปัตบินเกินไป ไม่สามารถจะกลับจากที่นั้นได้อีก ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัมพวาต ถึงความพินาศแล้ว

               เมื่อนกแร้งสุปัตไม่ทำตามโอวาทของบิดา บุตรภรรยาและนกแร้งอื่นๆ ที่อาศัยเลี้ยงชีพด้วย ก็พากันถึงความพินาศไปด้วยกันหมด

    เรื่องนี้จึงให้แนวคิดว่า

    ควรรู้จักประมาณความสามารถของตน
    ความรู้จักประมาณ ทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ

    หนังสือ พระเจ้า 500 ชาติ ฉบับสมบูรณ์ สถาบันบันลือธรรม ธรรมสภา หน้า 226
    คิชฌชาดก ผู้ไม่ทำตามคำสอนย่อมพินาศ พระไตรปิฎกเล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1 อ่านเพิ่มเติม https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=5101&Z=5126

    #ความรู้จักประมาณทำให้สำเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ #คิชฌชาดก #สุปัต #พญาแร้ง #บ้านไอศูรย์ #ปันธรรม

  • ปันธรรม: 21 กันยายน 2567: คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ

    ปันธรรม: 21 กันยายน 2567: คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ

    กมฺมุนา  โหติ  พฺราหฺมโณ
    คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ

    เกร็ดเรื่องราว:

    นามสิทธิชาดก ว่าด้วย ชื่อไม่เป็นของสำคัญ

    กาลครั้งหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ในเมืองตักสิลา มีศิษย์คนหนึ่งชื่อว่า ปาปกะ (นายบาป) เขาคิดว่าชื่อเขาไม่เป็นมงคล จึงไปหาอาจารย์เพื่อให้ตั้งชื่อใหม่ อาจารย์บอกให้เขาไปหาชื่อที่ตัวเองชอบแล้วจะเปลี่ยนชื่อใหม่ให้

    เขาออกเดินทางเพื่อไปหาชื่อใหม่ เมื่อถึงเมืองแห่งหนึ่งซึ่งมีงานศพพอดี จึงถามถึงชื่อคนตาย เหล่าญาติบอกเขาว่าคนตายชื่อว่า ชีวกะ (บุญรอด) เขาถามว่า “ขนาดชื่อบุญรอดยังตายอีกหรือนี่”

    ญาติจึงบอกว่า “คนเราจะชีวกะ (บุญรอด) หรือ อชีวก (ไม่รอด) ก็ตายทั้งนั้น ชื่อมีไว้ใช้สำหรับเรียกขานกันเท่านั้น เจ้านี่โง่กระมัง” เขาได้ฟังดังนั้นจึงมีความรู้สึกเฉยๆ เรื่องชื่อ แล้วเดินทางกลับเข้าเมืองของตน

    เมื่อถึงในเมือง เจอนายทุนกำลังจับหญิงผู้หนึ่งมาเฆี่ยนตี จึงถามถึงสาเหตุก็รู้ว่านางไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย ทำให้ต้องถูกลงโทษอย่างนี้ เขาถามว่านางชื่ออะไร พอรู้ว่านางชื่อ ธนปาลี (คนมีทรัพย์) จึงถามว่า “แม้จะชื่อ ธนปาลี (คนมีทรัพย์) ยังไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยอีกหรือ”

    พวกนายทุนตอบว่า “จะชื่อธนปาลี (คนมีทรัพย์/คนรวย) หรือ อธนปาลี (คนไม่มีทรัพย์/คนจน) ก็มีหนี้สินได้ทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงสิ่งที่ใช้เรียกขานกันเท่านั้น เจ้านี่โง่แน่ๆ” เขาได้ฟังดังนั้นยิ่งมีความรู้สึกเฉยๆ เรื่องชื่อมากขึ้น แล้วเดินออกจากเมืองไปตามทาง

    ระหว่างทางได้พบชายหลงทางคนหนึ่ง ก็ได้รู้ความจริงว่าเขาชื่อ ปันถกะ (ผู้ชำนาญทาง) จึงถามว่า “ขนาดเจ้าชื่อผู้ชำนาญทาง เจ้ายังหลงทางอีกหรือ”

    คนหลงทางตอบว่า “จะชื่ออะไรก็หลงทางกันได้ทั้งนั้นแหละ ชื่อก็เป็นเพียงสิ่งใช้เรียกขานกันเท่านั้น”

    ในที่สุดเขารู้สึกวางเฉยได้ในเรื่องชื่อ แล้วเดินทางกลับไปหาอาจารย์เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้อาจารย์ฟัง และบอกอาจารย์ว่าจะใช้ชื่อเดิม อาจารย์ฟังเขาเล่าแล้วก็กล่าวว่า “เพราะเห็นคนที่ชื่อเป็นตายไป นางผู้มีทรัพย์กลับตกยาก และคนชื่อชำนาญทางกลับหลงทางในป่า นายบาปจึงกลับมา”

    ธรรมนิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

    “ชื่อจะไพเราะ มีความหมายดีแค่ไหน ก็ไม่สู้กับที่เรามีความประพฤติดี”

    จากหนังสือ พระเจ้า 500 ชาติ ฉบับสมบูรณ์ สถาบันบันลือธรรม ธรรมสภา

    พระไตรปิฎกเล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1

    นามสิทธิชาดก ว่าด้วยชื่อไม่เป็นของสำคัญ

    อ่านอรรถคาถาเพิ่มเติมได้ที่ https://84000.org/tipitaka/attha/jataka.php?i=270097

     

    #คนจะประเสริฐก็เพราะการกระทำความประพฤติ #นามสิทธิชาดก #ชื่อไม่เป็นของสำคัญ #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

  • ปันธรรม: 13 กันยายน 2567: ชีวิตประเสริฐ เกิดจากการศึกษา

    ปันธรรม: 13 กันยายน 2567: ชีวิตประเสริฐ เกิดจากการศึกษา

    ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ
    (ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ)

    ในหมู่มนุษย์นั้น ผู้ที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ

    ชีวิตที่มีการศึกษา คือ เรียนรู้ ฝึกหัด พัฒนาอยู่เรื่อย
    จะเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เรียกว่า “ชีวิตประเสริฐ เกิดจากการศึกษา”

    เกร็ดเรื่องราว:

    ครั้งหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังนครหลวงแห่งแคว้นวังสะ พระนางมาคันทิยาให้สินจ้างแก่คนในเมืองให้ไปรุมด่าพระสมณโคดม พระอานนท์ที่ตามเสด็จด้วยกราบทูลให้ไปที่เมืองอื่นก็ไม่เสด็จไป ทรงให้เหตุผลว่าแม้ไปเมืองอื่นก็ย่อมถูกด่าอยู่ดี จากนั้นจึงแสดงธรรมให้กับทั้งพระอานนท์และผู้ที่มารุมด่า

    โดยมีเนื้อหาสรุปความได้ว่า

    การอดกลั้นต่อคำล่วงเกิน เปรียบเหมือนกับช้างศึกที่ทนต่อลูกศรในสงคราม
    ช้างหรือพาหนะที่ใช้ในการศึก ล้วนเป็นสัตว์ที่ฝึกแล้ว เป็นสัตว์ประเสริฐ
    มนุษย์ที่อดกลั้นต่อคำล่วงเกิน
    มนุษย์ที่ที่ฝึกตนแล้ว (ได้รับการศึกษา) ย่อมเป็นประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น

    เมื่อเทศนาจบ คนที่รับสินจ้างมาด่าทั้งหลายก็บรรลุโสดาปัตติผล

    จากหนังสือ เล่าเรียน – ทำงานกันไป ชีวิตได้อะไร ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
    (อ่านเพิ่มเติม: https://www.papayutto.org/th/book_detail/389)

    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท นาควรรคที่ 23
    (อ่านเพิ่มเติม: https://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=25&A=1118&Z=1161)

    #ชีวิตประเสริฐเกิดจากการศึกษา #พระไตรปิฏก #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์