มา ชาตึ ปุจฺฉ จรณญฺจ ปุจฺฉ
ถามถึงชาติกำเนิดไปก็เท่านั้น
ถามความประพฤติ (ศีล) สำคัญกว่า
จงดูแต่ไฟเถิด แม้จะเกิดจากไม้ต่างชนิด
แต่ก็มีเปลวแสงและสีเหมือนกัน
บุคคลผู้ฉลาด มีความเพียร
รู้จักกีดกันบาปด้วยความละอาย
แม้จะเกิดในตระกูลต่ำ ก็เป็นอาชาไนยได้

มา ชาตึ ปุจฺฉ จรณญฺจ ปุจฺฉ
ถามถึงชาติกำเนิดไปก็เท่านั้น
ถามความประพฤติ (ศีล) สำคัญกว่า
จงดูแต่ไฟเถิด แม้จะเกิดจากไม้ต่างชนิด
แต่ก็มีเปลวแสงและสีเหมือนกัน
บุคคลผู้ฉลาด มีความเพียร
รู้จักกีดกันบาปด้วยความละอาย
แม้จะเกิดในตระกูลต่ำ ก็เป็นอาชาไนยได้

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย
สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
ท่านพุทธทาสถอดความพระพุทธภาษิตนี้ ตามวาทะของท่านเองว่า
“ไม่มีอะไรที่น่าเอา ที่น่าเป็น”
พระพุทธเจ้าทรงยืนยันไว้ในหลายที่หลายแห่งว่า
พระองค์ทรงสอนอยู่ 2 เรื่องเท่านั้น
คือ เรื่อง ทุกข์ กับเรื่อง การดับทุกข์
ฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้ถึงคำสอนของพระองค์
ทั้ง 2 เรื่องนี้ คือ ทุกข์ และ การดับทุกข์ ก็ชื่อว่า
ได้รับรู้ถึงคำสอนของพระองค์ ทั้งหมด
สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย
สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
พระพุทธภาษิตบทนี้ว่าด้วย ความไม่ยึดมั่นถือมั่น
ซึ่งเป็นเหตุให้ถึง ความดับทุกข์ กล่าวคือ
ความยึดมั่นถือมั่นสิ่งทั้งปวงว่า
“เป็นตัวกู”, “เป็นของกู”
เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์
ในทางตรงกันข้าม
ขณะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น
.
.
.
นั้นเอง คือ ว่างจากความทุกข์
.
การปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดความยึดมั่นถือ
ชื่อว่าได้ปฏิบัติทั้งหมด
ไม่มีอะไรที่จะต้องปฏิบัติอีกแล้ว
ที่ว่า
“ถ้าได้ ปฏิบัติ ตามพระพุทธภาษิตบทนี้แล้ว ชื่อว่าได้ ปฏิบัติ ธรรมทั้งหมด” นั้น
ท่านพุทธทาส ได้ตั้งข้องสังเกตว่า
การปฏิบัติธรรมแต่ละขั้น ตั้งแต่
รับไตรสรณคมน์
ให้ทาน
รักษาศีล
ฝึกสมาธิ (เจริญสมถกรรมฐาน)
อบรมปัญญา (เจริญวิปัสสนากรรมฐาน) จนถึง
มรรค
ผล
นิพพาน
ตามลำดับนั้น
ถ้า ปฏิบัติ ถูกต้องถึงที่สุดของแต่ละขั้น
ก็มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ
เพื่อให้จิตว่างจากความยึดมั่นถือมั่น นั้นเอง
มิใช่เพื่ออะไรอื่น

ลพฺภา ปิยา โอจิตฺเตน ปจฺฉา
จากพุทธพจน์นี้
บอกให้เรารู้จักเตรียมพร้อมก่อนลงมือทำสิ่งใดสักสิ่งหนึ่ง
ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ชีวิต
ที่ควรพร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ รวมถึง คุณธรรม
เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ
เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ ซึ่งต้องเตรียมดิน รดน้ำ ใส่ปุ๋ย
ดูแลเอาใจใส่ จึงจะออกดอกออกผลได้
ทั้งนี้ ในขณะที่รอผลนั้น
ขอเพียงมีความมุ่งมั่นตั้งใจ อดทน รอคอยผลลัพธ์
สิ่งสำคัญ ความไม่ประมาท พร้อมรับมือกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ

ปันธรรม: ความวิวาทเป็นภัย สามัคคีมีน้ำใจต่อกันดีกว่า
วิวาทํภยโต ทิสฺวา
อวิวาทญฺจ เขมโต
สมคฺคา สขิลา โหถ
เอสาพุทฺธานุสาสนี
ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ท่านทั้งหลาย จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย
และเห็นความไม่วิวาทโดยเป็นทางเกษม
แล้วจงกล่าววาจาอ่อนหวานอันสมัครสมานกันเถิด
ในพระพุทธศาสนา แนวคิดการจัดการความขัดแย้ง
จึงประกอบด้วย การกล่าววาจาที่อ่อนหวาน
การสร้างความสามัคคีปรองดองพร้อมเพรียงกันในหมู่คณะ
และมีความประนีประนอมต่อกันและกัน จึงจะเกิด สันติภาพ
ซึ่งเป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา
เพิ่มเติมเรื่องสันติภาพ
สันติภาพตามวิทยาการสมัยใหม่ หมายถึง สภาวะแห่งความสันติ การไม่มีสงคราม ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น หรือ การยุติความขัดแย้งให้สงบลง หรือหมายถึงสถานะแห่งความเงียบ หรือความสุข ในตัวบุคคล โดยเน้นไปถึง สันติภาพภายนอก
วิธีการสร้างสันติภาพตามวิทยาการสมัยใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การต่อต้านความไม่ยุติธรรม ต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ ต่อต้านความรุนแรง ต่อต้านความขัดแย้ง ต่อต้านสงคราม ต่อสู้รณรงค์เพื่อเรียกร้องให้เกิดสันติภาพทั้งในแง่สันติภาพของบุคคล ในสังคม ประเทศ และโลก
สันติภาพตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ความสุข สงบเย็น เป็นอิสระจากความทุกข์
การสร้างสันติภาพจึงมุ่งเน้นที่จิตใจมนุษย์อันเป็น สันติภาพภายใน ซึ่งมีพัฒนาการไปถึงขั้นสูงสุด คือ นิพพาน ตัวอย่างการฝึกฝนอบรมตนเพื่อให้เกิดสันติภาพ เช่น การปฏิบัติตามหลัก ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ และ ปัญญา อธิบายได้ว่า
การฝึกตนเองในด้านพฤติกรรมภายนอกทางกาย วาจา เรียกว่า ศีล
การฝึกฝนพัฒนาตนในด้านจิตใจ เรียกว่า สมาธิ
และ การฝึกฝนพัฒนาตนในด้านความรู้ ความเข้าใจให้เข้าถึงความจริง เรียกว่า ปัญญา
หากมนุษย์ยังไม่ค้นพบสันติภาพภายใน
สันติภาพภายนอกก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
การสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีของแต่ละบุคคล
อันจะทำให้เกิดสันติภาพภายในจิตใจ
จึงมีความสำคัญ
ที่มา
ดุษฎีนิพนธ์พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พธ.ด.) เรื่อง “การสร้างสันติภาพภายในตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท” บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (2565) โดย ลลิตภัทร เจนจบ
บทความเรื่อง “พุทธวิธีแก้ปัญญหาความขัดแย้ง” วารสารวิชาการ มจร บุรีรัมย์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (2563): มกราคม-มิถุนายน โดย พระมหาประเสริฐ สุเมโธ, ปิยวัฒน์ คงทรัพย์ และ ทิพย์ขันแก้ว
หนังสือ อมฤตพจนา พุทธศาสนสุภาษิต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
พระไตรปิฎก เล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 25 ขุททกนิกาย อปทาน ภาค 2 -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
#ความวิวาทเป็นภัยสามัคคีมีน้ำใจต่อกันดีกว่า #ความวิวาทเป็นภัย #ความขัดแย้ง #ความสามัคคี #สันติภาพ #สันติภาพภายใน #สันติภาพภายนอก #ศีล #สมาธิ #ปัญญา #พระไตรปิฎก #อมฤตพจนา #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

วิชฺชา อุปฺปตตํ เสฏฺฐา
บรรดาสิ่งที่งอกงามขึ้นมา วิชชาประเสริฐที่สุด
พุทธพจน์นี้ มาจากเมื่อครั้งหนึ่งมีเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น สิ่งอะไรหนอประเสริฐ
บรรดาสิ่งที่ตกไป อะไรหนอประเสริฐ
บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า ใครเป็นผู้ประเสริฐ
บรรดาชนผู้แถลงคารม ใครเป็นผู้ประเสริฐ ฯ
เทวดาองค์หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ฟังคำถาม จริงกล่าวแทรกขึ้นมาว่า
“เหตุใดท่านจึงถามปัญหาเช่นนี้กับพระพุทธองค์
เราจะตอบคำถามของท่านเอง”
จากนั้นจึงตอบคำถามตามความเชื่อของตนว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ข้าวกล้าเป็นประเสริฐ
(เพราะเมื่องอกแล้วก็จะเป็นอาหาร)
บรรดาสิ่งที่ตกไป ฝนเป็นประเสริฐ
(เพราะเมื่อฝนตก ข้าวกล้าทั้งหลายก็จะงอกขึ้น)
บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า เหล่าโคเป็นประเสริฐ
(เพราะสัตว์ทั้งหลายเมื่อได้บริโภค เบญจโครส [1] แล้วก็จะอยู่สบาย)
บรรดาชนผู้แถลงคารม บุตรเป็นประเสริฐ
(เพราะบุตรนั้นไม่กล่าวร้ายให้มารดาบิดา)
เทวดาองค์อื่นที่ฟังอยู่ แม้จะได้คำตอบจากเทวดาด้วยกัน
แต่ก็ยังยืนยันที่จะถามคำถามเหล่านี้กับพระพุทธเจ้าอีกครั้ง
พระพุทธเจ้าจึงตรัสพุทธพจน์ขึ้นต้นว่า
วิชฺชา อุปฺปตตํ เสฏฺฐา … เป็นคำตอบว่า
บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็นประเสริฐ
(เพราะความรู้ – วิชาในมรรค 4 เมื่อเกิดขึ้นย่อมถอนอกุศลกรรม)
บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็นประเสริฐ
(เพราะอวิชชา โดยเฉพาะวัฏฏะ [2] – กิเลส กรรม และวิบาก ที่วนเวียนอยู่ได้หมดไป)
บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นประเสริฐ
(เพราะพระสงฆ์ผู้ประพฤติชอบ ปฏิบัติดีจะนำพาผู้อื่นให้พ้นจากอกุศลกรรม)
บรรดาชนผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ ฯ
(เพราะการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้เหล่าสรรพสัตว์มากมายพ้นทุกข์)
————————
[1] เบญจโครส หมายถึง นมโค 5 อย่าง ได้แก่ นมสด นมส้ม เนยใส เนยข้น และเปรียง
[2] วัฏฏะ เป็นส่วนหนึ่งของปฏิจจสมุปบาท ที่หมุนเวียนสืบทอดต่อ ๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่ กิเลส กรรม และวิบาก กล่าวคือ กิเลสเป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ได้รับวิบากคือผลของกรรมนั้น อันเป็นปัจจัยให้เกิดกิเลสแล้วทำกรรมหมุนเวียนต่อไปอีก
ที่มา
พระไตรปิฎกเล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 7 วุฏฐิสูตรที่ 4 (15/204-206)
หนังสืออมฤตพจนา พุทธศาสนสุภาษิต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ถึงเป็นเรื่องจริงเรื่องดี ก็ควรพูดให้ถูกเวลา
วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ
วาจัง ปะมุญเจ กุสะลัง นาติเวลัง
ไม่ควรเปล่งวาจาที่ดีให้เกินกาล
คำพูดนั้นมีความสำคัญมาก
คำพูดที่ดีย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ
คำพูดที่ไม่ดีย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย
ดังนั้นจึงควรพูดแต่คำพูดที่ดี และต้องพูดให้เหมาะกับกาลเทศะด้วย
คำพูดที่ดีนั้น ประกอบด้วยลักษณะ 5 อย่าง ดังนี้
1) กล่าวในกาลที่สมควร
2) กล่าวคำสัตย์
3) กล่าววาจาสุขุม ละเอียด ไม่หยาบคาย
4) กล่าวคำที่มีประโยชน์ในชาตินี้และชาติหน้า
5) กล่าวคำประกอบไปด้วยจิตเมตตา
นิทานชาดก: ราธชาดก
พราหมณ์กับนกแขกเต้า
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เกิดนกแขกเต้า ชื่อว่า ราธะ มีน้องชื่อ โปฏฐปาทะ
พรานคนหนึ่งจับลูกนกแขกเต้าสองพี่น้อง ไปให้แก่พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี
พราหมณ์เลี้ยงดูนกแขกเต้าไว้ในฐานะบุตร โดยพราหมรณ์มีภรรยาเป็นแต่นางพราหมณี ที่เป็นหญิงไม่รักษาเนื้อรักษาตัว เป็นคนทุศีล
วันหนึ่ง ก่อนพราหมณ์จะไปทำการค้า ได้เรียกลูกนกแขกเต้าพี่น้องมาสั่งว่า
“แน่ะลูกพ่อ พ่อจะไปทำการค้า เจ้าทั้งสองคอยดูการกระทำของแม่เจ้า ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน พึงสืบดูว่า มีชายอื่นไปมาหรือไม่”
ในช่วงพี่พราหมณ์ไม่อยู่
นางพราหมณี ก็ได้คบชู้สู่ชายมากหน้าหลายตา ไป ๆ มา ๆ ทั้ง ทั้งกลางคืนกลางวัน นกโปฏฐปาทะผู้น้องเห็นดังนั้น จึงถามนกราธะว่า เราจะว่าแกดีหรือ
นกราธะตอบว่า “อย่าว่าแกเลย น้อง”
แต่นกโปฏฐปาทะไม่เชื่อฟังคำของนกราธะ จึงไปต่อว่า นางพราหมณีว่า
“แม่ เพราะอะไร แม่จึงทำการน่าอดสูอย่างนี้”
นางพราหมณีถูกต่อว่าเช่นนั้นก็นึกอยากจะฆ่านกโปฏฐปาทะนัก จึงแสร้างทำเป็นรัก ร้องเรียกให้มาหา
“นี่ลูก เจ้าก็เป็นลูกของแม่ ตั้งแต่นี้ไปแม่จักไม่ทำอีก มานี่ก่อนซิลูก”
พอนกโปฏฐปาทะมา ก็ตะคอกว่า
“เจ้าพูดกะเรา เจ้าไม่รู้ประมาณตน” แล้วบิดคอเสียจนตายโยนลงไปในเตา
เมื่อพราหมณ์กลับมาถึงบ้าน ก็ได้ถามราธะนกผู้พี่ว่า
“แน่ะพ่อราธะ แม่ของเจ้าได้ไปคบหาบุรุษอื่นหรือไม่”
นกราธะตอบว่า
“ข้าแต่พ่อ บัณฑิตจะไม่พูดวาจาสัจจริง แต่ไม่ดี เพราะหากพูดไปก็คงจะต้องถูกเผานอนจมอยู่ในเตาไฟดุจน้องโปฏฐปาทะเป็นแน่”
เพิ่มเติม
นกแขกเต้าโปฏฐปาทะในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์
สัจจะ คือมีสภาพที่เป็นจริงและประกอบด้วยประโยชน์
ความจริงที่ไม่ดี คือ ไม่ทำให้พ้นทุกข์
ที่มา
พระไตรปิฎกเล่มที่ 27 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 19 ขุททกนิกาย ชาดก ภาค 1 ราธชาดก
ว่าด้วยเรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูด

มา ชาตึ ปุจฺฉ
จรณญฺจ ปุจฺฉ
อย่าถามถึงชาติกำเนิด
จงถามถึงความประพฤติ
• พระไตรปิฎก เล่มที่ 15 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 7
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อรรถกถาสุนทริกสูตรที่ 9
• อมฤตพจนา พุทธศาสนสุภาษิต
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

ปันธรรม: 28 กันยายน 2566 มุ่งร้ายเขา บาปนั้นย่อมเข้าตัว
อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ
สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส
ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ
สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโต
ผู้ใดประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสดุจเนิน
บาปย่อมกลับถึงผู้นั้นซึ่งเป็นคนพาลนั่นเอง
เหมือนธุลีอันละเอียดที่เขาซัดทวนลมไปฉะนั้น
(ขว้างฝุ่นทวนลม)
ที่มา:
พระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 17
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ปาปวรรคที่ 9 เรื่อง นายพรานสุนัขชื่อโกกะ
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=19&p=9
พุทธพจน์นี้ มาจากเรื่องของ นายพรานสุนัขชื่อโกกะกับพระภิกษุรูปหนึ่ง
วันหนึ่ง นายพรานสุนัข ชื่อ โกกะ
ถือธนูพร้อมฝูงสุนัขออกไปป่า
พบกับภิกษุกำลังบิณฑบาตอยู่ระหว่างทาง
เห็นแล้วรู้สึกโกรธ และคิดว่า
“วันนี้เจอคนกาลกิณี เราน่าจะไม่ได้อะไรจากป่าเลย”
คิดเช่นนั้นก็เดินหลีกไป
ปรากฏว่าวันนั้น นายพรานก็ล่าอะไรในป่าไม่ได้เลยจริง ๆ
เมื่อเดินออกจากป่า นายพรานบังเอิญได้พบกับภิกษุรูปเดิมอีกครั้ง
จึงนึกโกรธโทษว่า
“วันนี้ไม่ได้อะไรจากป่า เพราะเจอคนกาลกิณีนี่
เราจะให้ฝูงสุนัขไปรุมกัดพระรูปนั้นเสีย”
แล้วให้สัญญาณปล่อยสุนัขทั้งหมดวิ่งตรงไปที่พระภิกษุ
พระภิกษุรีบปีนต้นไม้หนี ฝูงสุนัขก็พากันล้อมต้นไม้นั้น
แต่ถึงแม้จะอยู่บนต้นไม้
นายพรานก็ยังใช้ปลายลูกศรแทงไปที่เท้าทั้งสองข้างของพระภิกษุ
ไม่ว่าพระภิกษุจะอ้อนวอนพรานอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด
พระภิกษุเกิดความทุกข์ทรมานมาก
พยายามหลบหลีกจนจีจรหลุด
จีวรนั้นหล่นลงมาคลุมร่างนายพรานโกกะตั้งแต่หัวจรดเท้า
ฝูงสุนัขเข้าใจผิดคิดว่าพระภิกษุตกลงมาจากต้นไม้แล้ว
จึงกรูเข้าไปใต้จีวร และกัดกินนายพรานโกกะจนเหลือแต่กระดูก
เมื่อสุนัขออกมานอกจีวร
พระภิกษุที่ยังอยู่บนต้นไม้ หักกิ่งไม้แห้งขว้างสุนัขเหล่านั้น
สุนัขเห็นพระภิกษุจึงรู้ว่า ได้กัดกินเจ้าของตัวเอง จึงหนีเข้าป่า
พระภิกษุ ถึงแม้จะถูกประทุษร้าย จนเท้าทั้งสองข้างได้รับบาดเจ็บ
แต่ก็ไม่ได้มีความคิดถือโทษโกรธแค้นต่อนายพรานโกกะ
เพียงแต่เกิดความสงสัยขึ้นว่า
การที่จีวรของตนเป็นเหตุให้พรานสิ้นชีวิตนั้น ตนเองจะผิดศีลหรือไม่
เมื่อได้เฝ้าพระพุทธเจ้า พระภิกษุจึงกราบทูลเรื่องราวนั้นตั้งแต่ต้นแล้วทูลถาม
พระพุทธองค์ ตรัสตอบว่า
“ภิกษุ ศีลของเธอไม่ด่างพร้อย
สมณภาพ (ความเป็นสมณะ) ของเธอยังมีอยู่
เขาประทุษร้ายต่อเธอผู้ไม่ประทุษร้าย จึงถึงความพินาศ”
และทรงเล่าเรื่องในอดีตชาติของนายพรานโกกะ
ที่เคยประทุษร้ายผู้อื่นเช่นกันว่า
ชาติก่อนนายพรานเป็นหมอรักษาโรค
แต่ไม่มีงานทำจนเกิดความหิว
เมื่อเห็นเด็ก ๆ ในหมู่บ้านจำนวนมาก
จึงคิดว่าจะให้งูกัดเด็กแล้วรักษา จะได้มีเงินไปซื้ออาหารกิน
เมื่อคิดดังนั้น จึงนำงูมาใส่ในโพรงไม้
แล้วหลอกเด็กว่า ภายในโพรงไม้เป็นลูกนกสาลิกา
เด็กคนหนึ่งหลงเชื่อ ยื่นมือเข้าไปหวังจะคว้าจับนกสาลิกาได้เต็มมือ
ภายในโพรงไม้ งูกำลังชูคออยู่ เด็กจึงจับไปที่คอของงูพอดี
เด็กน้อยกำแน่นแล้วดึงออกมาจากโพรงไม้
พอรู้ว่าเป็นงูจึงสลัดออกจากมือ
งูถูกเหวี่ยงหล่นไปที่ศีรษะของหมอ จึงรัดก้านคอและกัดหมอเสียชีวิต
เมื่อเล่าเรื่องในอดีตกาลนี้จบ
พระพุทธองค์จึงแสดงธรรมข้างต้น
ภิกษุรูปนั้นเมื่อฟังธรรมแล้วก็บรรลุพระอรหัตผล
#มุ่งร้ายเขา #บาปนั้นย่อมเข้าตัว #พุทธศาสนสุภาษิต #พระไตรปิฎก #นายพรานสุนัขชื่อโกกะ #โกกะ #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์
ปันธรรม: 25660904 อย่ามัวมองแต่ทิศที่ทุกข์
ทิศมี 8 ทิศ 16 ทิศ
ใยคิด มองเพียง ทิศเดียวเล่า
ลองเปลี่ยน มุมมอง ให้ใจเบา
ให้ทุกข์เพลา เพิ่มสุข สบายใจ
คนเราเป็นทุกข์
ก็เพราะไปคิดแต่เรื่องทุกข์เรื่องเดียว
ไม่รู้จักเปลี่ยนอารมณ์
ไม่รู้จักเปลี่ยนแนวคิด
คิดแต่เรื่องที่จะทำให้เป็นทุกข์
มองด้านเดียว
ทิศมันก็มีตั้ง 8 ทิศ 16 ทิศ นี่
เรามองอยู่ทิศเดียวทำไม
มองไปทิศนั้นไม่สบายตา
มองไปทิศโน้นบ้างทิศนี้บ้าง
มันมีทิศที่สบายตาสบายใจอยู่เยอะแยะ
แล้วทำไมไปมองจ้องอยู่ที่ตรงทิศที่เป็นทุกข์ล่ะ
จากหนังสือ ทำใจให้เป็นสุข บท มองโลกในแง่ดี
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ – พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร)
สนใจอ่านฉบับเต็ม: http://www.openbase.in.th/files/panya004.pdf
#อย่ามัวมองแต่ทิศที่ทุกข์ #ทิศ #8ทิศ #16ทิศ #เปลี่ยนมุมมอง #ทำไมไปมองจ้องอยู่ที่ตรงทิศที่เป็นทุกข์ #ทำใจให้เป็นสุข #มองโลกในแง่ดี #หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ #พระพรหมมังคลาจารย์ #ปั่น #ปทุมุตฺตโร #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์
ปันธรรม: 25660829_ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
โดยทั่วไปถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต
หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น
พระพุทธศาสนาถือว่า รากฐานของชีวิตคือความดี
หากมีความดีไม่ถึงขั้น ก็จะไม่ได้ความเป็นมนุษย์
ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก
เมื่อชีวิต ซึ่งก็คือ การที่ได้มาเป็นมนุษย์ นั้นมีค่า
เราจึงควรใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิต โดยการทำความดี
ด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง
การทำความดีให้ถึงพร้อม
การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์
และ การประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์
ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี
จึงได้ชื่อว่ามี สุชีวิต คือ มีชีวิตที่ดีงาม
พระพรปีใหม่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงประทานแก่ประชาชนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554
.
#ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ #ธรรม #ประพฤติดี #สุข #ความสุข
#สมเด็จพระญาณสังวร #สมเด็จพระสังฆราช #สกลมหาสังฆปริณายก
#ปันธรรม #บ้านไอศูรย์
Your cart is currently empty!
Notifications