Category: waiphrathamboon

  • วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

    วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

             หลวงพ่อใหญ่ วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

             วัดบูรพาภิรามสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2456 เดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดบูรพาภิราม เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของคูรอบเมืองร้อยเอ็ด

             ภายในวัดประดิษฐาน พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 พระพุทธรูปปางประทานพร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 67 เมตร 85 เซนติเมตร นับได้ว่า เป็นพระพุทธรูปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครได้มากราบไหว้ จะได้อานิสงส์สูงเทียมเท่านภา ไม่ว่าทำการสิ่งใดก็จะสำเร็จสมปรารถนาด้วยประการทั้งปวง

               นอกจากนี้ ใต้ฐานของพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี ได้จัดแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หลากหลายห้อง และ ด้านหลังองค์ยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียอีกด้วย

    แผนที่วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

  • หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด จ.ตราด

    หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด จ.ตราด

              วัดบุปผาราม วัดปลายคลอง หรือวัดเนินหย่อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด คาดว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191)

              ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน และโบราณวัตถุหลากหลาย ที่ได้รับการดูแลรักษาบูรณะด้วยความศรัทธาของชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย รัตนโกสินทร์ต้นต้น จวบจนถึงปัจจุบัน

              พระอุโบสถของวัดบุปผารามตั้งอยู่ภายในระเบียงคด มีลักษณะเป็นแบบก่ออิฐถือปูน ผนังด้านนอกสีขาว บานประตูหน้าต่างเป็นไม้ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง คงศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ยังสามารถรักษาไว้ได้ และบำรุงรักษาบูรณะใหม่จากของเดิมที่ทรุดโทรม ทำให้พระอุโบสถแห่งนี้มีความทับซ้อนกันของศิลปะทั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์

              ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระประธาน ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา มีพระพุทธลักษณะพิเศษ คือที่พระเนตร (ดวงตา) และพระขนา (เล็บ) ทั้งนิ้วพระและพระหัตถ์ สร้างจากเปลือกหอย จึงมีสีขาวขุ่น เหมือนมนุษย์ทั่วไป

    หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม

              สิ่งที่น่าสนใจภายในพระอุโบสถ คือ จิตรกรรมฝาผนังศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ได้รับการบูรณะจากเหล่าพ่อค้าชาวจีนที่ล่องสำเภามาค้าขาย และตั้งรกรากที่จังหวัดตราดซึ่งเป็นเมืองท่า โดยงานจิตรกรรมล้วนเป็นฝีมือของช่างพื้นถิ่นที่เป็นชาวจีน ลวดลายต่าง ๆ จึงสะท้อนถึงศิลปะจีน เช่น ลายดอกโบตั๋นในกรอบสีเหลี่ยมด้านหลังหลวงพ่อโต หากสังเกตจะมีความพริ้วของผ้าม่าน ซึ่งผ้าม่านได้ถูกวาดครอบบานช่องหน้าต่างทุกบานประดับด้วยลายผ้าต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน ด้านข้างคือกิเลนและสิงห์คาบคัมภีร์นอกจากนี้ยังมี ลายพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม ลายดอกพุดตาน และบนเพดานเป็นรูปดาว มีลายกลีบบัวซ้อนอยู่ภายใน เป็นต้น

              วิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นอาคารชั้นเดียว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สันนิษฐานว่าบูรณะพร้อมกับหลวงพ่อโต เพราะที่พระเนตรมีการประดับด้วยเปลือกหอยด้วยเช่นกัน ผนังมีจิตรกรรมฝาผนังเน้นลายดอกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ปัจจุบันหลุดลอกไป มากแล้ว

              ในบริเวณวัดยังมีกุฏิสงฆ์ ที่สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2370 – 2375 เป็นกุฏิขนาดเล็กจำนวน 11 หลัง มีขนาดประมาณกว้าง 2 เมตร ยาว 4.50 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ให้พระสงฆ์จำวัดเพียงหลังละ 1 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 19 ได้กล่าวไว้ว่าเป็นการสร้างกุฏิที่ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต ในพระธรรมวินัย ซึ่งทุกวันนี้แทบไม่มีให้เห็นแล้ว 

              พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมาย เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทอง พระพุทธรูปบุเงิน รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออก กับเมืองอื่นทั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงโลกตะวันตก

              วัดบุปผาราม เป็นศูนย์รวมในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ในวันที่ 13 – 15 เมษายน ของทุกปี โดยมีกิจกรรมเช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น การทำบุญฉลองพระทราย กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ซึ่งในช่วงงานเทศกาล ทางวัดจะเปิดพระอุโบสถและวิหารเก่าแก่ภายในวัดให้พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกด้วย

              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด ได้คัดเลือกวัดบุปผารามเป็น Unseen New Chapter ของปี 2566

    แผนที่วัดบุปผาราม
    ต.วังกระแจะ อ. เมืองตราด จ.ตราด

  • พระบรมธาตุเจดีย์บางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

    พระบรมธาตุเจดีย์บางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ต.จองถนน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

     

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

              วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว หรือวัดบางแก้ว ถือว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในจังหวัดพัทลุง สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-14 – ราว พ.ศ.1482) โดยพื้นที่บริเวณวัดเขียนบางแก้ว เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของเมืองพัทลุงมาก่อนเพราะพบซากปรักหักพังของศิลาแลง และพระพุทธรูปมากมาย เช่น พระแก้วคุลาศรีมหาโพธิ (ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น) วัดเขียนบางแก้วมีทั้งช่วงที่รุ่งเรืองเป็นศูนย์รวมชุมชน และช่วงที่รกร้างเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง แต่ก็ได้รับการบูรณะและทำนุบำรุงเรื่อยมาจนเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวพัทลุงมาจนถึงปัจจุบัน

              ภายในวัดมีสถาปัตยกรรม รวมถึงโบราณสถาน และโบราณวัตถุ หลายอย่าง โบราณสถานที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดคือ พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วที่มีอายุกว่า 1,๐๐๐ ปี และเป็นหนึ่งในพระธาตุศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ฝั่งอ่าวไทย

    “จตุธรรมธาตุ” 4 พระธาตุศักดิ์สิทธิ์แดนใต้ 

    พระบรมธาตุสวี วัดพระธาตุสวี จ.ชุมพร
    พระบรมธาตุเมืองนคร วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช
    พระบรมธาตุไชยา วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
    พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

              พระมหาธาตุเจดีย์บางแก้วเป็นเจดีย์ก่ออิฐฐาน 8 เหลี่ยม สันนิษฐานว่าได้รับรูปแบบการสร้างมาจากพระบรมธาตุเจดีย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ย่อขนาดให้เล็กกว่าวัดโดยรอบยาว 16.50 เมตร สูงถึงยอด 22 เมตร ยอดสุดเป็นพานขนาดเล็ก 1 ใบ ภายในมีดอกบัวทองคำ จำนวน 5 ดอก 4 ใบ (ปัจจุบันทองคำหายไป)

              รอบพระมหาธาตุเจดีย์สามด้าน ยกเว้นด้านทิศตะวันออก มีระเบียงหรือวิหารคดเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนหลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา ภายในเป็นวิหารคดประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยจำนวน 34 องค์ หันหน้าเข้าหาเจดีย์

              โบสถหรือโบสถ์มหาอุตม์ของวัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ตั้งอยู่ด้านหน้าพระมหาธาตุเจดีย์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกขนานกับคลองบางแก้ว ภายในมีพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย 5 องค์ ด้านหลังอุโบสถกั้นเป็นห้องไหว้พระพุทธไสยาสน์ปูนปั้น 1 องค์ รอบอุโบสถมีใบพัทธเสมาจำหลักหินทรายแดงไม่มีลวดลายศิลปสมัยอยุธยาตอนต้น จำนวน 8 ใบ

              พระประธานในอุโบสถวัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้วเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย มีอุษณีษะเป็นเปลวเพลิง พระพักตร์วงรี พระขนงโก่ง พระเนตรมองตรงพระนาสิกค่อนข้างยาว แย้มพระโอษฐ์ ทรงจีวรห่มเฉียง เป็นศิลปะสมัยอยุธยา

              โบราณสถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง คือ วิหารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา (โคกวิหาร) ปัจจุบันเหลือเพียงซากเนินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีฐานชุกชีก่อด้วยอิฐและหิน ตอนบนมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปจำหลักจากหินทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้นจำนวน 3 องค์ พระเศียรพระพุทธรูปหินทรายแดงขนาดใหญ่ 1 เศียร วิหารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเคยมีความสำคัญมาในอดีตกาลคือเป็นสถานที่ข้าราชการเมืองพัทลุงมาร่วมกันประกอบพิธีดื่มน้ำสาบานครั้งที่เมืองพัทลุงยังตั้งอยู่ที่โคกเมือง

    โคกวิหาร

              นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุ เช่น ถ้วยชามจีนสมัยราชวงศ์ซุ่ง ราชวงศ์เหม็ง  ราชวงศ์เซ็ง  สังคโลกสมัยสุโขทัย ศิวลึงค์ ฐานโยนี และพระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้พื้นเมืองเป็นจำนวนมาก เป็นหลักฐานที่แสดงถึงว่าบริเวณนี้มีการติดต่อรับอารยธรรมอินเดียมาตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์

              วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว มีงานประจำปีทั้งหมด 3 ครั้ง คือ
    ครั้งที่ 1 พิธีห่มผ้าพระธาตุ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา
    ครั้งที่ 2 มโนราห์โรงครู จัดขึ้นวันพุธแรก เดือน 6 และ
    ครั้งที่ 3 มโนราห์ประชันโรง ในวันขึ้น 15 ค่ำ ถึง แรม 1ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี

    พิธีห่มผ้าพระธาตุ
    มโนราห์โรงครู
    แผนที่ พระบรมธาตุเจดีย์บางแก้ว วัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว 
  • หลวงพ่อจอมสวรรค์/หลวงพ่อสาน วัดจอมสวรรค์ ต.ทุ่งกวาว อ.เมือง จ.แพร่

    หลวงพ่อจอมสวรรค์/หลวงพ่อสาน วัดจอมสวรรค์ ต.ทุ่งกวาว อ.เมือง จ.แพร่

     

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

    วัดจอมสวรรค์_01

              วัดจอมสวรรค์ หรือวัดจองเหนือ ตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ต.ทุ่งกวาว อ.เมือง จ.แพร่ ชาวไทใหญ่ (เงี้ยว) และชาวบ้านที่อพยพพาครอบครัวเข้ามาอาศัยบริเวณที่ตั้งของวัดปัจจุบัน ได้ร่วมกันสร้างและบูรณะวัดด้วยความศรัทธา ตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้รับการบูรณะสืบมาจนปัจจุบัน ด้วยความความสำคัญของโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่มีอยู่ภายในวัด กรมศิลปากรจึงได้จดทะเบียนให้เป็นสมบัติของชาติ ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2533

    เพดานวัดจอมสวรรค์
    เพดานวัดจอมสวรรค์

              วัดจอมสวรรค์ มีความโดดเด่นในเรื่องสถาปัตยกรรมพม่างานช่างแบบพุกาม ศิลปะการก่อสร้างวัด หรือ จอง ของชาวไทใหญ่ ที่ทั้งโบสถวิหารและกุฏิ อยู่ในอาคารเดียวกัน ตัวอาคารสร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง มีลักษณะคล้ายเรือนหมู่แบบคนไทย แต่มีเอกลักษณ์ของการสร้างหลังคาทรงยอดปราสาทแบบพม่ามอญ เรียกว่า ทรงพญาธาตุ แต่ลดความซับซ้อนลง โดยมีหลังคาเล็กใหญ่ลดหลั่นกันเป็นชั้นรวม 6 ชั้น ภายในเต็มไปด้วยเสาไม้สักทองลงรักปิดทองตกแต่งลวดลายคล้ายสีทองน้ำ ปรากฏข้อความภาษาพม่าจารึกไว้รอบเสา ฝาผนังของอาคารแบ่งเป็นตอน ๆ คล้ายข้ออ้อย เพดานสูงแกะสลักเป็นลวดลายอ่อนช้อยฉลุไม้อย่างประณีต ประดับกระจกสีที่ส่วนใหญ่เป็นรูปสัตว์หิมพานต์ไว้งดงาม

    หลวงพ่อจอมสวรรค์
    หลวงพ่อจอมสวรรค์

              ภายในอาคารประดิษฐานหลวงพ่อจอมสวรรค์พระประธานปางคันธราฐศิลปะพม่าอยู่ตรงกลางโถง รวมถึงหลวงพ่อสาน พระพุทธรูปปางสะดุ้งมาร ที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ลงรักปิดทอง พระพุทธรูปองค์นี้ถือว่าเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญองค์หนึ่งที่ชาวแพร่ให้ความเคารพศรัทธาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปงาช้าง คัมภีร์งาช้าง หรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดแล้วอัดเป็นแผ่นบาง ๆ เขียนลงรักแดง จารึกเป็นอักษรพม่า และยังมี บุษบก ลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน

    หลวงพ่อสาน
    หลวงพ่อสาน

              ใกล้กับอุโบสถมีเจดีย์ใหญ่ รูปทรงแบบพม่า  คล้ายกับเจดีย์ชเวดากอง หรือยอดพระปรางค์วัดเจ็ดยอด เชียงใหม่ คือ มีเจดีย์ใหญ่อยู่กลางรายล้อมด้วยเจดีย์เล็กทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 3 องค์

           

              วัดจอมสวรรค์ เป็นโบราณสถานที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมศิลปะไทใหญ่ไม่ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งของประเทศไทย

              ในวันมาฆบูชา (วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3) ราวเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีจะมีงานประเพณีไหว้สาป๋าระมี พระธาตุจอมสวรรค์ และมีกิจกรรมตัดตุงไส้หมูจิ๋ว ทำกรวยดอกไม้ด้วยใบตองและทอผ้าห่มพระธาตุ เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00-16.30 น

     

    แผนที่วัดจอมสวรรค์ ต.ทุ่งกวาว อ.เมือง จ.แพร่ 

  • พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ (หลวงพ่ออู่ทอง) ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

    พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ (หลวงพ่ออู่ทอง) ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

     

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

              พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ สุพรรณบุรี ถือว่าเป็นพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอาเซียน มีความสูงกว่า 108 เมตร ฐานกว้าง 88 เมตร หน้าตักกว้าง 65 เมตร เป็นพระพุทธรูปปางโปรดพระพุทธมารดา หรือปางกตัญญูกตเวที ในอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา (ตัก) บางแบบวางบนพระชานุ (เข่า) พระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ (อก) จีบนิ้วพระหัตถ์ บางแบบงอนิ้วพระหัตถ์ ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตโบราณสถาน ใกล้กับวัดเขาทำเทียม ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ของเหมืองหินเก่าที่รกร้าง จุดประสงค์ในการสร้างขึ้นเพื่อเป็นอุทยานทางพระพุทธศาสนา และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของเมืองสุพรรณบุรี

    วัตถุโบราณที่ขุดพบในเมืองโบราณอู่ทอง
    วัตถุโบราณที่ขุดพบในเมืองโบราณอู่ทอง

              ตามหลักฐานทางโบราณคดี มีแนวคิดว่า การเผยแพร่พระพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมินั้น เริ่มต้นจากพระเจ้าอโศกมหาราช จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเมารยะ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ของอนุทวีปอินเดีย (พ.ศ. 270–311) ทรงส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งหมด 9 สาย โดยสายที่ 8 ทรงส่งพระโสณะและพระอุตตรเถระ เข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิ ดังที่ปรากฏร่องรอยพระพุทธศาสนาในอู่ทอง เช่น การค้นพบจารึกปุษยคีรี ที่นักวิชาการส่วนใหญ่ตีความว่าชื่อ “ปุษยคีรี” ที่ปรากฏในจารึกดังกล่าว หมายถึงเขาทำเทียม ซึ่งมีโบราณสถานสำคัญในสมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา รวมทั้งมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญจำนวนมากในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้คงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองอู่ทองมายาวนาน ตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงสมัยอยุธยา

    จารึกปุษยคีรี

              ด้านหลังของพระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ ตรงบริเวณหน้าผามีการเจาะช่องอุโมงค์หิน ลักษณะคล้ายถ้ำลึกประมาณ 20 เมตร ภายในอุโมงค์ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลาย เช่น พระพุทธรูปปางต่าง ๆ พระพุทธรูปแกะสลัก พระแม่ธรณี พ่อปู่ศรีสุทโธ และ เจ้าย่าศรีปทุมมา เป็นต้น อุโมงค์นี้สามารถเดินลอดผ่านได้ มีลมพัดผ่านเข้ามาตลอดเวลาทำให้รู้สึกเย็นสบาย

    อุโมงค์ด้านหลังพระ

              นอกจากนี้ รอบองค์พระในบริเวณพื้นที่กว่า 100 ไร่นี้ ยังมีทัศนียภาพสวยงาม ด้วยสนามหญ้า แอ่งน้ำขนาดใหญ่ ทิวเขา และศาลาชมวิว ปัจจุบันกำลังก่อสร้างสกายวอล์คแบบไม่ใช้เสาค้ำแต่ใช้วิธีการยึดกับภูเขาแทน หากแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2568 จะเป็นสกายวอล์คที่ยาวที่สุดในประเทศไทยด้วย 500 เมตร สูง 32 เมตร เป็นพื้นกระจกใส สามารถมองเห็นเบื้องด้านล่างสวยงาม

    แผนที่ พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ (หลวงพ่ออู่ทอง) ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

  • วัดพระทอง (วัดพระผุด)  ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

    วัดพระทอง (วัดพระผุด) ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

     

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

              วัดพระทอง ตั้งขึ้นสมัยอยุธยาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2328 พระอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. 2524 ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 24 เมตร บานประตูหน้าต่างใช้ไม้สักแกะสลักภาพพุทธประวัติ ผนังพระอุโบสถมีภาพเขียนเรื่องพาหุง พระเจ้าสิบชาติ พระเวสสันดร ปูพื้นด้วยหินอ่อน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ มีลักษณะครึ่งองค์โผล่จากพื้น ผู้คนเรียกว่า พระผุด โดยมีตำนานหนึ่งเล่าว่า เมื่อคราวพระเจ้าปดุงมาตีเมืองถลาง ได้พยายามขุดพระกลับไปด้วย แต่ไม่สามารถขุดได้สำเร็จจึงสร้างพระครึ่งองค์ครอบไว้ จนเมื่อพระธุดงค์มาปักกลดบริเวณนี้แล้วสร้างวัด โดยอัญเชิญพระผุดเป็นพระประธานในโบสถ์ กล่าวกันว่าพระผุดเป็นพระทองคำ จึงพอกปูนทับลงไปอีกครั้งดังที่เห็นในปัจจุบัน  เชื่อกันว่ากันว่าหากใครมีความทุกข์โศกมาขอพรจะคลายทุกข์คลายโศกได้ในเร็ววัน

              ในปัจจุบันวัดแห่งสร้างองค์พระ 2 องค์ ให้เข้ามาสักการะ องค์แรกเป็น องค์ใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นครอบองค์จริงที่ผุดขึ้นมาจากดิน และองค์สองเป็น องค์เล็กสร้างขึ้นบนฐานเอาไว้ให้คนทั่วไปปิดทอง

              นอกจากนี้ ภายในวันยังมีพิพิธภัณฑสถานวัดพระทอง เป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุข้าวของเครื่องใช้ของชาวภูเก็ตในสมัยก่อน เช่นอุปกรณ์การทำเหมืองแร่ รองเท้าของชาวจีนในสมัยก่อนอีกด้วย เสื้อกันฝนชาวเหมืองแร่ดีบุก รองเท้าตีนตุกของสตรีเชื้อสายจีน ที่ต้องมัดเท้าให้เล็กตามค่านิยมของสังคมสมัยนั้น และของเก่าอีกมากมาย

  • พระประธานปางมารวิชัย และ พระหกนิ้ว วัดใหญ่สุวรรณาราม อ.เมือง จ.เพชรบุรี

    พระประธานปางมารวิชัย และ พระหกนิ้ว วัดใหญ่สุวรรณาราม อ.เมือง จ.เพชรบุรี

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

    พระประธานปางมารวิชัย และ พระหกนิ้ว วัดใหญ่สุวรรณาราม อ.เมือง จ.เพชรบุรี

              วัดใหญ่สุวรรณาราม หรือ วัดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ถนนพงษ์สุริยา อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จากหลักฐานตามพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงไว้ว่า “ภาพและลายในพระอุโบสถนี้คงเขียนมาก่อน 300 ปีขึ้นไป…”

              พระประธานที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย มีความงดงามตามพุทธลักษณะของการสร้างพระพุทธรูปในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นและตอนกลาง

              ด้านหลังพระประธานมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งผู้คนนับถือบูชา เป็นพระพุทธรูปโลหะปางมารวิชัย ที่มีพระบาทเบื้องขวามี 6 นิ้ว (มองเห็นเฉพาะพระบาทขวา ส่วนพระบาทซ้ายเป็นท่าขัดสมาธิอยู่ใต้พระชานุ) เรียกกันว่า “พระหกนิ้ว” เล่าขานกันว่า ช่างที่สร้างตั้งใจสร้างให้มีนิ้วพระบาทเกินมา 1 นิ้วเพื่อทดแทน นิ้วพระบาทที่มีเพียง 9 นิ้วของพระพุทธไสยาสน์ (พระนอน 9 นิ้ว) ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำ วัดเขายี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

    พระพุทธไสยาสน์ (พระนอน 9 นิ้ว) วัดเขายี่สาร อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม

              นอกจากนี้ภายในพระอุโบสถยังประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราช (แตงโม) พระครูมหาวิหาราภิรักษ์ (พุก) อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่สุวรรณาราม ที่ประชาชนนับถือได้สักการะบูชาอีกด้วย

              วัดใหญ่สุวรรณาราม มีความโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ทั้งพระอุโบสถที่มีพระระเบียงคดล้อมรอบ ก่ออิฐ ถือปูน หน้าบันประดับกระจกสี ประกอบลวดลายปูนปั้นสวยงามมาก ผนังด้านในที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพเทพชุมนุม 5 ชั้น อันงดงามและทรงคุณค่าทางศิลปะโดยมีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ ได้แก่ พระพรหม ยักษ์ ครุฑ ฤๅษี และเทวดา ไม่ซ้ำแบบกัน คั่นกลางองค์เทพด้วยลายดอกไม้

              บริเวณใกล้กับพระอุโบสถ มีหอไตรกลางน้ำ รูปทรงแบบเรือนไทยโบราณชั้นเดียว 2 ห้อง แต่มี 3 เสา มีสะพานทอดจากริมขอบสระไปยังหอไตร เสาเดิมเป็นเสาไม้ แต่ได้ผุพังลง จึงเปลี่ยนมาใช้เสาปูน ซึ่งเสาสามต้นเป็นสัญลักษณ์หมายถึง พระอภิธรรม พระวินัย และพระสูตร รวมเรียกว่า พระไตรปิฎก

             ชาวจังหวัดเพชรบุรีและประชาชนทั่วไปเดินทางมาที่วัดใหญ่สุวรรณารามเพื่อไหว้พระทำบุญเป็นจำนวนมาก ส่วนมากมีความเชื่อว่าหลวงพ่อหกนิ้วที่ประดิษฐานอยู่หลังพระประธานภายในพระอุโบสถนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง สามารถขอพรให้พ้นจากความทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องคดีความถูกคดโกง หากมากราบไหว้ก็จะได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งยังบันดาลโชคลาภให้แก่ผู้ที่ศรัทธาอยู่เสมออีกด้วยนัก

  • หลวงพ่อธรรมจักร ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท

    หลวงพ่อธรรมจักร ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

    หลวงพ่อธรรมจักร ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท

         วัดธรรมามูลวรวิหาร ตั้งอยู่บนไหล่เขาธรรมามูล ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านธรรมามูล ต. ธรรมามูล อ. เมืองชัยนาท จ. ชัยนาท เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท สันนิษฐานว่า พระมหาธรรมราชา แห่งกรุงสุโขทัยทรงสร้าง กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘

         พระอุโบสถวัดธรรมามูลวรวิหารเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ไม่ทราบประวัติความเป็นมาที่ชัดเจน ภายในประดิษฐานพระประธานเป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย ศิลปะแบบอู่ทองได้มาจากเมืองสรรคบุรี

         พระวิหารด้านหน้าวัดบริเวณเชิงเขาธรรมามูล ประดิษฐานหลวงพ่อธรรมจักร พระพุทธรูปศิลปะร่วมสมัยเชียงแสน-สุโขทัย สร้างด้วยปูนปั้น เป็นพุทธรูปปางห้ามญาติ ประทับบนฐานดอกบัว ยกขึ้นเสมอพระอุระหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ในฝ่าพระหัตถ์ขวาที่ยกขึ้นมีรูปธรรมจักรติดอยู่ไม่เหมือนกับพระพุทธรูปโดยทั่วไป

         หลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชัยนาท ประชาชนชาวชัยนาท และจังหวัดข้างเคียงมีความเลื่อมใสศรัทธา และเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทั่วไป จังหวัดชัยนาทจึงนำสัญลักษณ์พระธรรมจักรมาเป็นสัญลักษณ์และตราประจำจังหวัด

         นอกจากนี้ ภายในวิหารยังมีรอยพระพุทธบาท สร้างด้วยศิลามีลวดลายสลักเป็นรูปกลมตามวงจักร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

         การจัดงานประเพณีนมัสการปิดทองหลวงพ่อธรรมจักร เป็นงานประจำปี โดยทางวัดได้กำหนดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในเดือน 6 ระหว่างวันขึ้น 4 – 8 ค่ำ และในเดือน 11 ระหว่างวันแรม 4 – 8 ค่ำ รวมครั้งละ 5 วัน 5 คืน ในงานมีมหรสพสมโภชน์ตามประเพณีนิยมทั่วไป นอกจากนี้ทุกวันแรม 11 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ทางวัดได้จัดให้มีงานประเพณีตักบาตรเทโวอีกด้วย

  • พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

    พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

    พระนอนจักรสีห์ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

               พระนอนจักรสีห์ เป็นพระพระพุทธรูปปางไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ มีความยาวจากยอดพระเกตุมาลาจรดพระบาท 47.40 เมตร มีพุทธลักษณะแบบสุโขทัย พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ พระเศียรหันไปทางทิศตะวันออก ประดิษฐานอยู่ในวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร พระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ที่ ต. จักรสีห์ อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี คาดว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

               นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กราบไหว้บูชาหลายจุด ทั้งรูปปั้นหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ที่อยู่บริเวณหน้าทางเข้า  วิหารเจ้าแม่กวนอิม พระอันศักดิ์สิทธิ์ และมีพุทธลักษณะงดงาม รวมพระแก้ว พระกาฬพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรศิลาลงรักปิดทองที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งใช้เป็นพระประธานใน การถือน้ำพิพัฒน์สัตยาของข้าราชการ

               ด้านหน้าวิหาร มีต้นสาละลังกาที่ปลูกไว้กว่า 100 ต้น ที่ชาวสิงห์บุรีเชื่อว่า เมื่อไปนมัสการพระนอนจักรสีห์ อธิษฐานขอพรบริเวณใต้ต้นสาละแล้วปรบมือหากมีดอกสาละร่วงลงมา คำอธิษฐานนั้นจะสำเร็จสมหวังตามปรารถนา

  • หลวงพ่ออภัยวงศ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

    หลวงพ่ออภัยวงศ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

    ชวนไหว้พระประธานทั่วไทย

    หลวงพ่ออภัยวงศ์ วัดแก้วพิจิตร ต.บางบริบูรณ์ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

                  หลวงพ่ออภัย หรือหลวงพ่ออภัยวงศ์ เป็นพระพุทธรูปหล่อจากทองแดง ขนาดหน้าตักกว้าง 1 เมตร 7 เซนติเมตร มีลักษณะเหมือนมนุษย์สามัญและเลียนแบบพระพุทธรูปคันธารราษฎร์ของอินเดีย พระพักตร์เป็นแบบประติมากรรมกรีกโรมัน พระเกศาหยักศกรวบเป็นมวยกลางพระเศียร ครองจีวรเป็นริ้วแบบธรรมชาติ ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวายกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกด้านนอกพระองค์วางตั้งฉากอยู่บนพระเพลา พระหัตถ์ซ้ายวางหงายฝ่าพระหัตถ์ขึ้นอยู่บนพระเพลา พระเนตรและพระอุมาฝังด้วยอัญมณี สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2464 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นพระพุทธรูปที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงออกแบบและทรงประทานพระนามว่า “ปางอภัยทาน”

                   หลวงพ่ออภัยวงศ์ เป็นพระประธานประดิษฐานอยู่ใพระอุโบสถวัดแก้วพิจิตร ริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี ก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2422 โดย นางประมูล โภคา (แก้ว ประสังสิต) ต่อมาในปี พ.ศ.2454 เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) อพยพครอบครัวมาจากพระตะบอง เห็นว่าพระอุโบสถหลังเดิมชำรุดทรุดโทรมมาก จึงได้รื้อและก่อสร้างใหม่เป็นอุโบสถก่ออิฐถือปูนลักษณะสถาปัตยกรรมผสมผสานศิลปะ 4 ชาติ ในพระอุโบสถหลังเดียวกัน ได้แก่ ไทย จีน ตะวันตก และเขมร จำลองแบบมาจากวัดพระเจ้าช้างเผือก ที่เมืองพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติโดยกรมศิลปากร

                  กล่าวกันว่า เมื่อมานมัสการหลวงพ่ออภัยวงศ์ มักได้รับพร  เช่น

                    •  หากล่วงเกินผู้ใดทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะได้รับการให้อภัย ไม่ถูกโกรธ ไม่มีศัตรู
                    •  หากเป็นผู้ที่พูดแล้วไม่ประทับใจผู้ฟัง จะเป็นผู้ที่พูดแล้วติดตรึงใจประทับใจผู้ฟัง
                    •  หากเป็นคนใจร้อน จะใจเย็นลงสงบมากขึ้น