Category: waiphrathamboon

  • วัดนันตาราม ต. หย่วน อ.อเชียงคำ จ. พะเยา

    วัดนันตาราม ต. หย่วน อ.อเชียงคำ จ. พะเยา

             วัดนันตาราม ตั้งอยู่ที่ ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน งดงามไปด้วยงานพุทธศิลป์แบบไทใหญ่-พม่า โดดเด่นไปด้วยวิหารไม้สักทั้งหลังที่มีผลงานการฉลุไม้ตกแต่งลวดลายอย่างงดงาม

    วัดนันตาราม ไม่ปรากฏว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด เล่ากันว่าแต่เดิมที่ตั้งวัดแห่งนี้เป็นวัดร้างมาก่อน โดยระยะแรกสร้างเป็นเพียงวิหารไม้มุงด้วยหญ้าคา คนจึงเรียกว่าจองคา โดยคำว่าจองเป็นภาษาไทใหญ่หมายถึง วัด ส่วนคา หมายถึงมุงด้วยหญ้าคา บ้างก็เรียกจองม่าน หรือ วัดพม่า

              จากนั้นใน พ.ศ.2467 พ่อเฒ่าตะก่าจองนันตา (อู๋) วงศ์อนันต์ คหบดีชาวปะโอ (ตองสู่) ผู้รับสัมปทานทำไม้ให้กับบริษัทค้าไม้ต่างชาติ เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้เชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบูรณะปรับปรุงเสนาสนะวัดจองคาที่ทรุดโทรมให้มีความมั่นคงแข็งแรงงดงามสมเป็นพุทธสถาน

              พ่อตะก่าจองนันตา (อู๋) รับเป็นเจ้าภาพสร้างวิหารหลังปัจจุบัน โดยว่าจ้างช่างชาวพม่าจากจังหวัดลำปางมาออกแบบและทำการก่อสร้างเป็นวิหารไม้สักทั้งหลัง รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบพม่า หลังคาหน้าจั่วยกเป็นช่อชั้นลดหลั่นกันสวยงาม มุงด้วยไม้แป้นเกล็ด เพดานประดับประดาด้วยกระจกสีลวดลายวิจิตร ใช้เวลาร่วม 10 ปีจึงสำเร็จสมบูรณ์

              เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีและเป็นอนุสรณ์ผู้สร้าง จึงได้เปลี่ยนชื่อวัดจากจองม่าน เป็น วัดนันตาราม เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน

              วิหารไม้สักแห่งวัดนันตาราม ภายในวิหารยกเป็น 3 ชั้น ชั้นสูงสุด คือ ชั้นพุทธะเป็นชั้นประดิษฐานของพระประธานและพระพุทธรูป รองลงมาเป็นชั้นของพระสงฆ์ และ ชั้นสุดท้าย คือ ชั้นที่นั่งของอุบาสก อุบาสิกา ในวิหารมีเสาทั้งหมด 68 ต้น ลงรักปิดทอง 40 ต้น เพดานลงลวดลายประดับด้วยกระจก ศิลปะแบบมัณฑะเลย์

              ภายในวิหารประดิษฐานพระประธานไม้สักทอง ชื่อพระพุทธเมตตา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องแบบมัณฑะเลย์ แกะสลักด้วยไม้สักทองขนาดใหญ่ทั้งองค์ มีขนาดหน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูงจากฐานถึงยอดเกศาประมาณ 9 ศอก

              องค์พระประดิษฐานบนสิงหบัลลังก์ไม้ประดับลวดลายและกระจกสี งามอลังการด้วยไม้ฉลุศิลปะพม่า เป็นลวดลายเครือเถา ทั้งยังมี กามเทพตัวน้อย (คิวปิด) เทพแห่งความรัก 8 องค์ แกะสลักอยู่ในด้านหลังพระประธานด้วย คาดว่าได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก เพราะสร้างในสมัยที่พม่าเป็นคนในบังคับของอังกฤษ และมีลวดลายสัตว์หิมพานต์เป็นนางนกกิงกะหร่า (กินรี)

              การที่มีกามเทพน้อยทั้ง 8 องค์อยู่ด้านหลังองค์พระนี้ทำให้บางคนมากราบพระและถือโอกาสไหว้ขอพรในเรื่องของความรักในคราวเดียวกัน 

            นอกจากนั้นภายในวิหารยังมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์ เช่น พระเจ้าแสนแซ่ พระพุทธรูปเก่าแก่เนื้อทองสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 19 นิ้ว สูง 24 นิ้ว สร้างขึ้นด้วยศิลปะแบบเชียงแสน องค์พระสามารถถอดประกอบเป็นชิ้น ๆ ได้โดยมีสลัก หรือ แซ่ ตอกให้ชิ้นส่วนขององค์พระเชื่อมติดกันอย่างมั่นคง ปัจจุบันกรมศิลปากรจดทะเบียนรับรองเป็นโบราณวัตถุ

             พระพุทธรูปหยกขาว ศิลปะพม่า พระพุทธรูปเกสรดอกไม้ที่สร้างจากดอกไม้หอมนานาชนิดในเมืองตองจี ประเทศพม่า ซึ่งนำมาตากแห้งและบดให้ละเอียดผสมกับยางรัก เถ้าฟางเผาคลุกกับดินจอมปลวก แล้วปั้นเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ภายในวิหาร

              ภายนอกวิหาร ประดิษฐานเจดีย์ยี่สิบห้าศตวรรษ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2500 ลักษณะเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม

              วัดนันตารามยังจัดส่วนหนึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ใช้เก็บของเก่ามากมาย อาทิ เหรียญและธนบัตรเก่า เครื่องใช้โบราณ เครื่องดนตรีโบราณ ผ้าและภาพวาดเก่าแก่ ให้บุคคลทั่วไปเข้าชมอีกด้วย

    วัดนันตาราม (วัดจองเหนือ) ต. หย่วน อ.อเชียงคำ จ. พะเยา

    #วัดนันตาราม #วัดจองเหนือ #พระพุทเมตตา #พะเยา #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

    วัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
    แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ไทย ประเทศไทย

    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหาร และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

    วัดโพธิ์ เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่รวบรวมความรู้และภูมิปัญญาไทย สะท้อนผ่านศิลปกรรมโบราณ จิตรกรรมฝาผนัง ประติมากรรม และคัมภีร์โบราณ ที่ล้วนทรงคุณค่า ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสประสบการณ์อันล้ำค่า

    สถานที่น่าสนใจภายในวัดโพธิ์

    พระวิหารพระพุทธไสยาสน์

    ปางไสยาสน์ขนาดยาว 46 เมตร สูง 15 เมตร ประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหาร เต็มไปด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจง

    พระระเบียงคด

    เดินชมพระระเบียงคด ชมประติมากรรมพระพุทธรูปปางต่างๆ กว่า 150 องค์ แต่ละองค์ล้วนมีความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัว สะท้อนให้เห็นถึงฝีมือช่างไทยโบราณ

    จารึกวัดโพธิ์
    เรียนรู้ภูมิปัญญาไทยโบราณผ่านจารึกวัดโพธิ์ จารึกบนแผ่นหินอ่อนที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์ การแพทย์ โหราศาสตร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

    พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล

    ชมความงดงามของพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ สีทองอร่าม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน

    พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

    ชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และงานช่างฝีมือในอดีต ที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์
    กิจกรรมน่าสนใจภายในวัดโพธิ์

    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)
    แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ไทย ประเทศไทย

    #วัดนางสาว #วัดในจังหวัดสมุทรสาคร #โบสถ์มหาอุด #หลวงพ่อมหาอุด #หลวงพ่อดำ #หลวงพ่อดำวัดนางสาว #หลวงพ่อป่าเลไลยก์ #ชวนอ่าน #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดขุนอินทประมูล ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

    วัดขุนอินทประมูล ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

              วัดขุนอินทประมูล ตั้งอยู่ที่ ต. บางพลับ อ. โพธิ์ทอง จ. อ่างทอง มีประวัติเล่าขานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้น ในรัชสมัยของพระยาเลอไท และถูกปล่อยทิ้งร้างไว้ และมีตำนานว่าในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ นายอากรตำแหน่งขุนอินทประมูลได้ใช้ทรัพย์สินส่วนตัวบูรณะซ่อมแซมแต่มีข้อครหาว่ายักยอกเงินภาษีของรัฐมาสร้าง จึงถูกสอบสวนและลงโทษจนเสียชีวิต โดยร่างของขุนอินทประมูลถูกฝังไว้ในเขตพระวิหาร วัดนี้จึงได้ชื่อว่า วัดพระนอนขุนอินทประมูล (คาดว่าเป็นตำนานจากการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ในบริเวณด้านหลังองค์พระพุทธไสยาสน์เมื่อปี พ.ศ. 2541) ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ทรงแวะที่วัดแห่งนี้เพื่อนมัสการพระพุทธไสยาสน์ถึง 2 ครั้ง และโปรดฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์วัดเรื่อยมา

    ภายในวัดขุนอินทประมูล มีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

    พระพุทธไสยยาสน์

              พระพุทธไสยาสน์องค์ใหญ่ ชาวบ้านเรียกว่า พระนอนองค์ใหญ่, พระศรีเมืองทอง ขนาดองค์ยาว 50 เมตร ซึ่งมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับ พระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี จึงสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยเช่นเดียวกัน พระพุทธไสยยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก พระพักตร์หันตรงไปทางทิศเหนืองดงามได้สัดส่วน ปรากฏรอยแย้มพระโอษฐ์และแววพระเนตรที่แสดงออกถึงความเมตตา เมื่อมองตลอดทั้งองค์มีความสง่างามมาก

    เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ต่อมาวิหารถูกไฟไหม้หักพังหมด ปัจจุบันองค์พระพุทธไสยาสน์จึงตั้งอยู่กลางแจ้ง ส่วนวิหารเหลือเพียงเสาด้านหน้า

    มีความเชื่อกัน มีความศักดิ์สิทธิ์ หากขอพรอะไรก็จะสมหวังดังปรารถนา จึงมีผู้ศรัทธาเข้าไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลจำนวนมาก

    อาคารเอนกประสงค์ – พระอุโบสถ (ไฮเทค)

              อาคารเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ 3 ชั้น ที่สร้างไว้เพื่อใช้ประกอบศาสนพิธี ได้รับความสนใจจากประชนว่าเป็น โบสถ์ไฮเทค เนื่องจากมี บันไดเลื่อน ลิฟต์ และเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยสำหรับพระสงฆ์ และผู้สูงอายุ ให้สามารถขึ้นไปกราบไหว้พระในโบสถ์บริเวณชั้นที่ 2 ของอาคาร ได้
             ในส่วนของพระอุโบสถ์ ประดิษฐานพระประธาน คือ พระพุทธมหามงคลจินดาพลบพิธ ผนังโดยรอบมีภาพจิตรกรรมที่สวยงาม บริเวณด้านข้างของโบสถ์ จัดให้มีเบาะที่นั่ง/ที่นอน ขนาดกว้าง 1 เมตร บุฟองน้ำอย่างดี ซึ่งใช้ระบบไฮโดรลิกทั้งหมด สามารถกางออกมาและเก็บเข้าไปติดผนังเหมือนเดิมได้
              ส่วนบริเวณชั้นที่ 3 จัดทำขึ้นสำหรับเป็นที่พักของพระผู้ใหญ่โดยเฉพาะ

    พระพุทธมหามงคลจินดาพลบพิธ
    พระพุทธมหามงคลจินดาพลบพิธ

    วิหารหลวงพ่อขาว
              ซากโบราณสถานวิหารหลวงพ่อขาว ซึ่งเหลือเพียงฐาน ผนังบางส่วนและองค์พระพุทธรูป

    รูปปั้นขุนอินทประมูล

              ในปี พ.ศ.2541 ได้มีการพบโครงกระดูกบริเวณพระบาทของพระนอน โครงกระดูกนี้ถูกมัดมือมัดเท้า นอนคว่ำ บางคนสันนิษฐานว่าเป็นโครงกระดูกของขุนอินทประมูล ซึ่งถูกลงโทษจนตาย ปัจจุบันทางวัดได้จำลองโครงกระดูกนี้จัดแสดงไว้ในตู้กระจกให้ผู้สนใจได้เข้าชม นอกจากนี้ยังสร้างรูปปั้นจำลองไว้ให้แสดงความเคารพอีกด้วย

    วัดขุนอินทประมูล นอกจากจะมีความเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์รวมของชุมชน โดยใช้พื้นที่ของวัดในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานเกษตรและของดีเมืองอ่างทองที่ได้รับความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก โดยในปีหน้าจะเป็น ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ 2567

    แผนที่ วัดขุนอินทประมูล ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

    #วัดขุนอินทประมูล #ขุนอินทประมูล #พระพุทธไสยาสน์ #โบสถ์ไฮเทค #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมือง จ.สกลนคร

    วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร อ.เมือง จ.สกลนคร

              วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตั้งอยู่ ถ.เจริญเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร สร้างขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานชัด แต่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับคติการบูชารอยพระพุทธบาทผ่านตำนานอุรังคธาตุ ที่กล่าวถึงกำเนิดพระธาตุเชิงชุมไว้ว่า ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์พร้อมพระอรหันตสาวก ได้เสด็จโปรดสัตว์และประทับรอยพระพุทธบาทตามสถานที่ต่าง ๆ ในแถบลุ่มน้ำโขง เมื่อเสด็จมายังเมืองหนองหารหลวงซึ่งสันนิษฐานว่าคือ เมืองสกลนคร ปัจจุบัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทับรอยพระบาททับซ้อนลงบนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า และพระกัสสปพุทธเจ้า ที่ได้เคยเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้แล้วในบริเวณที่ เรียกว่า ภูน้ำลอด ซึ่งสันนิษฐานว่าคือบริเวณที่ตั้งของพระธาตุเชิงชุมในปัจจุบัน พระยาสุวรรณกิงคารผู้ครองเมืองหนองหารหลวงจึงโปรดให้ก่ออบมุง (อุโมงค์) ครอบรอยพระบาทดังกล่าวไว้ จึงเป็นที่มาของนาม พระธาตุเชิงชุม ซึ่ง เชิงชุม หมายถึง การมีรอยเท้ามาชุมนุมกันอยู่

    พระธาตุเชิงชุมแบบศิลปะล้านช้าง

    สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

    พระธาตุเชิงชุม

              พระธาตุเชิงชุม เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน ฐานรูปสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 24 เมตร ตั้งหันหน้าไปทางหนองหารที่อยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยม ไม่มีลวดลายประดับ ยอดฉัตรทองคำเหนือองค์พระธาตุเชิงชุมทำด้วยทองคำบริสุทธิ์มีน้ำหนัก 247 บาท มีซุ้มประตู 4 ด้าน ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท
    แต่แรกเริ่มพระธาตุเชิงชุมคงเป็นปราสาทหินทรายศิลปะสมัยขอม โดยพบหลักฐานเป็นจารึกอักษรขอมโบราณ บริเวณกรอบประตูทางด้านทิศตะวันออก เนื้อหาของจารึกกล่าวถึงการอุทิศที่ดินและสิ่งของต่าง ๆ ให้แก่เทวสถาน กำหนดอายุสมัยจากอักษรได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16-19 สอดคล้องกับสถานที่ตั้งองค์พระธาตุที่ตั้งภายในแนวกำแพงเมืองคูเมืองสกลนครซึ่งมีรูปทรงคล้ายรูปสีเหลี่ยมจัตุรัสซึ่งเป็นคติการสร้างบ้านเมืองแบบวัฒนธรรมเขมรโบราณ

              องค์พระธาตุในปัจจุบันเป็นพระธาตุองค์ใหม่ที่สร้างครอบองค์เดิม มีลักษณะเป็นเจดีย์แบบล้านช้างเนื่องอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างแผ่เข้ามาบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 19

    ปราสาทเขมรองค์เดิม

    วิหารใกล้พระธาตุเชิงชุม

    พระวิหารประดิษฐาน หลวงพ่อองค์แสน เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ศิลปเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวสกลนคร ปัจจุบันมี 2 องค์ ด้านหน้านั้น คือ หลวงพ่อองค์แสนองค์เดิม ส่วนด้านหลัง คือ หลวงพ่อองค์แสนที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่บูรณะวัดครั้งใหญ่ และประดิษฐานไว้ที่ด้านหลังหล่อพ่อองค์เดิมเพื่อรอทุบหลวงพ่อองค์เดิมทิ้ง แต่เกิดปาฏิหาริย์ ทำให้ไม่สามารถทุบทิ้งได้ ในเวลาต่อมาจึงประดิษฐานหลวงพ่อองค์แสนทั้งสององค์ไว้ในลักษณะเดิม

    หลวงพ่อองค์แสนอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดสกลนคร ทุกวันพระในตอนค่ำจะมีประชาชนไปบูชากราบไหว้พระธาตุ และหลวงพ่อองค์แสนเป็นจำนวนมาก

    หลวงพ่อองค์แสน

    พระอุโบสถหลังเดิมหรือสิมเก่า

              มีลักษณะเป็นสิมแบบโถง รูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างพื้นถิ่นอีสานและสถาปัตยกรรมตะวันตก โครงสร้างเป็นไม้ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่วไม่ซ้อนชั้นมุงด้วยกระเบื้องไม้ (แปันเกล็ด) หันหน้าไปทางทิศใต้ ภายในมีจิตรกรรมเป็นภาพเถาไม้เลื้อยเป็นแนวรอบอาคาร หน้าบันมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นรูปเทพบุตรและเทพธิดา ดาวประจำยาม มังกรและเถาไม้เลื้อย ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ประทับบนฐานชุกซีขนาบข้างด้วยพระพุทธรูปประทับยืน 2 องค์

    พระอุโบสถหลังเดิม
    พระพุทธบาทสี่รอย
    พระพุทธบาทสี่รอย

    นอกจากนี้ ภายในพระอุโบสถเก่ายังเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธบาทสี่รอย ลักษณะรอยพระพุทธบาทจำลองสลักจากหินทรายปิดทองเป็นรอยพระบาทข้างขวา ขอบด้านนอกของรอยพระพุทธบาทซ้อนลดหสั่นกัน 3 ชั้น หมายถึงพระอดีตพุทธเจ้า 3 พระองค์ ส่วนของ รอยพระบาทข้างขวาขนาดใหญ่ที่ปรากฎหมายถึงรอยพระบาทของ พระโคตมพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)

    ภายในพระอุโบสถหลังใหม่
    ภายในพระอุโบสถหลังใหม่

    พระอุโบสถ (หลังใหม่)

    ด้านในประดิษฐานพระประธาน และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงาม

    บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

    เป็นบ่อน้ำที่มีมาพร้อมองค์พระธาตุเชิงชุม เดิมมีน้ำพุผุดขึ้นมาเนื่องจากเป็นปลายทางของลำน้ำใต้ดินซึ่งไหลมาจากเทือกเขาภูพาน ผ่านศูนย์ราชการด้านทิศเหนือ ผ่านใจกลางเมืองข้างวัดเหนือ แล้วไหลมาผุดที่นี่ เรียกว่า ภูน้ำซอด หรือ ภูน้ำลอด แล้วไหลผ่านไปที่สระพังทอง ในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ซึ่งอยู่ติดกับวัด เมื่อน้ำน้อยลงเรื่อย ๆ จึงได้มีการทำผนังกั้นไม่ให้ดินพังลงไป ต่อมามีการบูรณะและสร้างเป็นรูปปั้นพญานาคพ่นน้ำบริเวณรอบบ่อ เพื่อเป็นรูปแทนพระยาสุวรรณนาค พญานาคตามความเชื่อของชาวสกลนคร ที่เป็นนาคผู้ทรงคุณธรรม ทรงศีล และอิทธิฤทธิ์ มีเกล็ดเป็นทองคำ ทำหน้าที่คอยปกป้องและรักษารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์

    บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

    งานประจำปีของพระธาตุเชิงชุม

    งานประจำปีของ พระธาตุเชิงชุม นั้น จะเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 9 ค่ำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ (2) ของทุกปี อีกทั้งยังมี งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้งและแข่งขันเรือยาวในช่วงวันออกพรรษาอีกด้วย

    ชาวสกลนครนั้นเชื่อว่าการมาสักการะ พระธาตุเชิงชุม จะช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง และขอพรให้มีโชคลาภได้

    งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง
    งานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง

    แผนที่ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ตั้งอยู่ ถ.เจริญเมือง อ.เมือง จ.สกลนคร

    #วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร #สกลนคร #พระธาตุเชิงชุม #หลวงพ่อองค์แสน #รอยพระพุทธบาทสี่รอย #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดนางสาว ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

    วัดนางสาว ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

              วัดนางสาว ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ต. ท่าไม้ อ. กระทุ่มแบน จ. สมุทรสาคร เป็นวัดเก่าแก่ที่ไม่มีหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยใด คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยสันนิษฐานจากลักษณะของพระอุโบสถที่มีฐานแอ่นโค้งแบบท้องเรือสำเภาได้ที่นิยมสร้างกันในสมัยนั้น

              มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในสมัยนั้นที่จังหวัดสมุทรสาครยังเป็นเมืองสาครบุรี เมืองชายฝั่งทะเลตอนใต้ของกรุงศรีอยุธยา มีชาวไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีภัยสงครามมาถึงวัดร้างอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ในบริเวณนั้นมีโบสถ์เก่าอยู่หลังหนึ่งเป็นโบสถ์ที่ทึบมากไม่มีหน้าต่าง จึงได้พากันวิ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งในกลุ่มนั้นมีหญิงสาวสองคนเป็นพี่น้องกัน ที่ตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่าหากรอดพ้นจากภัยอันตรายครั้งนี้จะบูรณะซ่อมแซมโบสถ์ และสร้างวัดให้ใหม่

              หลังจากปลอดภัยจากอันตราย สงครามสงบลง หญิงสาวสองพี่น้องทำมาหากินจนเริ่มมีฐานะจึงคิดจะบูรณะโบสถ์และวัดตามคำอธิษฐาน แต่คนพี่เห็นว่าโบสถ์นั้นเก่ามากแล้วยากแก่การบูรณะซ่อมแซม เมื่อต่อมาได้แต่งงานและย้ายไปอยู่กับสามี จึงได้สร้างวัดขึ้นใหม่ คือ วัดกกเตย แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า วัดพี่สาว (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ส่วนหญิงคนน้องที่ครองตัวเป็นโสด และมุ่งมั่นบูรณะโบสถ์พร้อมสร้างวัดใหม่ดังคำที่ตั้งจิตอธิฐานไว้จนสำเร็จ ชาวบ้านจึงตั้งชื่อว่า วัดพรหมจารี เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หญิงสาวผู้น้อง แต่คนส่วนใหญ่มักจะ เรียกว่า วัดน้องสาว ต่อมาได้กลายมาเป็น วัดนางสาว ในปัจจุบัน

    สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ

    โบสถ์มหาอุด

              โบสถ์เก่าสมัยอยุธยาตอนปลายมีลักษณะฐานโค้งรูปเรือสำเภา ผนังพระอุโบสถก่ออิฐถือปูน มีจิตรกรรมภาพเขียนแบบลายรดน้ำ  ผนังด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องลายนูนต่ำ ภาพเทวดาเหาะเหินเดินอากาศ ภายในประดิษฐานพระประธาน ชื่อ หลวงพ่อมหาอุด มีชื่อเสียงมากในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของผู้คนในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ลักษณะพิเศษของโบสถ์มหาอุด คือ มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงประตูเดียว ไม่มีหน้าต่าง ซึ่งพบได้น้อยในปัจจุบัน เชื่อว่าในสมัยโบราณใช้สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน เนื่องจากต้องการอยู่ในพื้นที่จำกัดไร้การรบกวนจากภายนอก

    วิหารคู่: วิหารหลวงพ่อดำ และวิหารหลวงพ่อป่าเลไลยก์
              วิหารขนาดใหญ่ หันหน้าเข้าแม่น้ำท่าจีน ด้านหน้าวิหารคู่มีรูปปั้นยักษ์ยืนถือกระบองตัวใหญ่ ภายในวิหารแต่ละหลังประดับตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลวดลายวิจิตรสวยงาม มีบันไดขึ้นไปสักการะพระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ในแต่ละหลัง โดยเมื่อหันหน้าเข้าวิหาร ด้านซ้ายจะเป็นหลวงพ่อป่าเลไลยก์ ส่วนด้านขวาเป็นหลวงพ่อดำ

              หลวงพ่อดำซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อายุนับหลายร้อยปี ซึ่งมีอิทธิฤทธิ์อภินิหารจนเป็นที่เล่าขานของคนทั่วไป คนที่ประพฤติปฏิบัติตนเป็น คนดี คิดดี พูดดี และทำดี ทำ มาหากินโดยสุจริตและไม่เบียดเบียนผู้อื่น มาขอพรขอโชคลาภ ส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ ทุกครั้ง เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงเป็นที่นับถือและสักการะของประชาชนทั่วไปทั้งจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียง

    หลวงพ่อป่าเลไลยก์
    หลวงพ่อดำ

    อุทยานมัจฉาริมแม่น้ำท่าจีน

              บริเวณหน้าวัดซึ่งจะติดกับแม่น้ำท่าจีน มีร่มไม้ ศาลาพักผ่อน และทางเดินลงแพริมน้ำท่าจีน ที่สามารถเดินลงไปให้อาหารปลาได้ นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหารอยู่บริเวณโดยรอบมากมาย  

    แผนที่ วัดนางสาว ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

    #วัดนางสาว #วัดในจังหวัดสมุทรสาคร #โบสถ์มหาอุด #หลวงพ่อมหาอุด #หลวงพ่อดำ #หลวงพ่อดำวัดนางสาว #หลวงพ่อป่าเลไลยก์ #ชวนอ่าน #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดพระบรมธาตุสวี ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร – พระบรมธาตุสวี

    วัดพระบรมธาตุสวี ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร – พระบรมธาตุสวี

    ภาพมุมสูงวัดพระบรมธาตุสวี

              วัดพระบรมธาตุสวี ตั้งอยู่ที่ ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร ใกล้กับคลองสวี บนพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา มีตำนานถึงประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยก่อนอยุธยา เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นคู่กับพระบรมธาตุสวี ภายในวัดมีบรรยากาศที่ร่มรื่น เงียบสงบ มีโบราณสถาน และสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เช่น พระบรมธาตุสวี ศาลพระเสื้อเมือง และพิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุสวี

    พระบรมธาตุสวี

    พระบรมธาตุสวี

              พระบรมธาตุสวี มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระมหาธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา จนเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยอดพระธาตุได้หักพังลง จึงมีการบูรณะครั้งใหญ่ ปัจจุบันองค์เจดีย์มีความสูง 14.25 เมตร ประดับกระเบื้องโมเสกสีทอง มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 8.50 เมตร ด้านในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีเจดีย์องค์เล็กจำลองแบบจากเจดีย์องค์ใหญ่ตั้งอยู่รอบฐานทั้ง 4 มุม มีพระพุทธรูปตั้งเรียงรายตามแนวระเบียงทั้ง 4 ทิศรวมประมาณ 110 องค์ พระบรมธาตุสวีได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2544

              มีตำนานเล่าว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราชพระองค์หนึ่ง (พระนามของกษัตริย์ผู้ปกครองนครตามพรลิงค์ หรือ นครศรีธรรมราช ช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 17-19) พากองทัพกลับจากสงครามมาหยุดพักแรกที่วัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีซากปรักหักพังเป็นกองอิฐดินเผาเกลื่อนกลาดทับถมกันอยู่ ในขณะนั้นมีกาเผือกกับกาฝูงหนึ่งบินมาจับกลุ่มอยู่ที่ซากอิฐดินเผาแล้วพากันวีปีกและส่งเสียงร้องขึ้นพร้อมกัน แม้จะไล่ไปกี่ครั้งก็กลับมาอีก พระเจ้าศรีธรรมโศกราช จึงทรงรับสั่งให้ทหารรื้อซากปรักหักพังออก พบองค์พระเจดีย์ใหญ่ยังเหลืออยู่ท่อนหนึ่งขุดดูภายในมีผอบทองบรรจุพระธาตุ จึงรับสั่งให้ก่อสร้างบูรณะพระเจดีย์องค์ขึ้นใหม่ แล้วนำเอาพระบรมธาตุเข้าบรรจุประดิษฐานไว้เช่นเดิม พระราชทานชื่อว่า พระบรมธาตุกาวีปีก ต่อมาคงเหลือแต่พระบรมธาตุกาวี และกร่อนเสียงเป็นพระบรมธาตุสวี ดังปัจจุบัน

    พระเสื้อเมือง วัดพระบรมธาตุสวี

    ศาลพระเสื้อเมือง

              ศาลพระเสื้อเมือง เดิมเป็นอาคารไม้ปิดทึบ และมีความชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรจึงร่วมมือกับทางวัดบูรณะออกแบบอาคารใหม่ เป็นอาคารทรงไทยหลังคาจั่ว มุงด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบสี ผนังก่ออิฐฉาบปูน พื้นอาคารปูด้วยหินอ่อน ภายในมีประติมากรรมปูนปั้นเรียกกันว่า เจ้าพ่อเสื้อเมือง ตามตำนานที่เล่าขานของทางวัดเล่าว่า เป็นทหารที่อาสาสละชีวิตเพื่อดูแลรักษาพระบรมธาตุ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าศรีธรรมโศกราช ศาลนี้จึงได้ขนานนามว่า ศาลพระเสื้อเมือง อยู่คู่พระบรมธาตุสวีสืบม

    พิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุสวี

    พิพิธภัณฑ์ วัดพระบรมธาตุสวี

              แหล่งรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ภายในประกอบด้วยจุดจัดแสดงวัตถุโบราณ บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของวัดพระบรมธาตุสวี พื้นที่จัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งจำลองวิถีชีวิตของชาวชุมพรในสมัยโบราณ เพื่อให้นักท่องเที่ยงและผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้

    พิธีสมโภชพิธีอัญเชิญผ้าพระราชทานขึ้นห่มพระบรมธาตุสวี
    พิธีสมโภชพิธีอัญเชิญผ้าพระราชทานขึ้นห่มพระบรมธาตุสวี

              วัดพระบรมธาตุสวี จัดพิธีสมโภชผ้าพระราชทาน และพิธีอัญเชิญผ้าพระราชทาน ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขึ้นห่มพระบรมธาตุสวี ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมของทุกปี เพื่อสืบสานประเพณี และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ที่มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของอาณาจักรศรีวิชัย

    แผนที่ วัดพระบรมธาตุสวี ต.สวี อ.สวี จ.ชุมพร

    #วัดพระบรมธาตุสวี #พระบรมธาตุสวี #ตำบลสวี #อำเภอสวี #จังหวัดชุมพร #สวี #ชุมพร #พระเจ้าศรีธรรมโศกราช #พระบรมธาตุกาวีปีก #พระบรมธาตุกาวี #ศาลพระเสื้อเมือง #เจ้าพ่อเสื้อเมือง #พิพิธภัณฑ์วัดพระบรมธาตุสวี #พิธีสมโภชผ้าพระราชทาน #พิธีอัญเชิญผ้าพระราชทาน #ห่มผ้าพระบรมธาตุสวี #ชวนไหว้พระทำบุญทั่วไทย #บ้านไอศูรย์

  • วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน – วิหารพระเขียวโขง

    วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน – วิหารพระเขียวโขง

              วันสันป่ายางหลวง ตั้งอยู่ในตัวเมืองตรงข้ามกับเทศบาลเมืองลำพูน เดิมเป็นวัดในศาสนาพรหมณ์ ภายหลังจากมีพระกัณฑ์พระโสภโณ พระอุตตโม พระเถระจากพม่าได้มาจำพรรษาเผยแผ่ศาสนาพุทธ ชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงเปลี่ยนมาเป็นวัดพุทธศาสนาแห่งแรกของแคว้นล้านนา ในปี พ.ศ. 1074 โดยมีชื่อเดิมว่า วัดขอมลำโพง 

              ต่อมาพระพุทธศาสนาได้เสื่อมลงตามกาลเวลา จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 1202 ในรัชสมัยของพระนางจามเทวี  ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองลำพูน จึงได้มีการฟื้นฟูบูรณะวัดสันป่ายางหลวง ด้วยการสร้างถาวรวัตถุและกำหนดเขตธรณีสงฆ์ขึ้นใหม่ พร้อมกับได้รับชื่อใหม่ว่า “วัดสันป่ายางหลวง” เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพที่ตั้ง เนื่องจากในสมัยก่อนบริเวณดังกล่าวมีต้นยางขึ้นอย่างหนาทึบ

              ภายในวัดสันป่ายาง มีสถานที่สำคัญและสวยงามหลาย เช่น  วิหารพระเขียวโขง พระธาตุวัดสันป่ายาง วิหารพระพุทธบาทจำลอง เป็นต้น

    พระวิหารพระเขียวโขง

              พระวิหารพระเขียวโขง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยมีพระครูบาอินทรเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างและออกแบบลวดลายพื้นเมืองที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะสมัยเก่ากับสมัยใหม่ โดยใช้วัสดุเสาไม้ตะเคียนทอง ไม้แดง จากประเทศลาว พม่า และไทย มีการแกะสลักลวดลายปูนปั้นไว้อย่างละเอียด วิจิตรงดงาม ทั้งมุมหน้าจั่ว เชิงเพดานหลังคาด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง รวมทั้งมีการแกะสลักลาย ลงรักปิดทอง เสาพระวิหาร บานประตู และหน้าต่างทุกบาน อย่างสวยงาม

              พระวิหารพระเขียวโขงสร้างขึ้นโดยอ้างอิงตำนานพื้นเมืองที่ปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ผางประทีป (ผ่างปะตี๊ด) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดย ตำนานผางประทีปเล่าถึงตำนานเริ่มต้นของการตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่ในอดีตกาลเกิดเป็นลูกนางกาเผือก เมื่อยังเป็นไข่ถูกลมพัดไปในที่ต่าง ๆ และมีสัตว์ 5 ชนิด คือ ไก่ นาค เต่า วัว และ หญิงชาวบ้าง (บ้างว่า ราชสีห์) เก็บรักษาและเลี้ยงดู ส่วนแม่กาเมื่อหาลูกไม่เจอก็ขาดใจตาย

              ตัวอย่าง สถาปัตยกรรมที่แฝงความเชื่อเรื่องผางประทีปและสะท้อนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น

    • หลังคาพระวิหาร 5 ชั้น และ ช่อฟ้าด้านหน้า 5 ตัว หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์
    • ช่อฟ้าด้านหลังวิหาร 3 ตัว หมายถึง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
    • ช่อฟ้าทั้งหมด 8 ตัวรวมกัน หมายถึง มรรค 8 แนวทางปฏิบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อมุ่งสู่นิพพาน 
    • กลางหลังคาพระวิหารมี เรือหงส์และฉัตร หมายถึง โลกุตตรธรรม หรือ นิพพาน ความสงบดับเย็นพ้นจากกิเลสตัณหา
    • ด้านล่างพระวิหารมีรูปปั้นผางประทีป เปรียบเหมือนรังกาและกาเผือกนอนในรัง
    • พระพรหมสี่หน้าที่ประทับบนหลังกา หมายถึง แม่กาเผือกที่ได้จุติเป็นท้าวสกุณาวกาพรหม ต้นกำเนิดตำนานผางประทีป
    • บนราวบันไดมี รูปปั้นของไก่ หมายถึง แม่ไก่ที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก มีพระนามว่า กกุสันโธ
    • รูปปั้นนาคแผ่พังพาน 5 ตัว หมายถึง แม่พญานาคที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 มีพระนามว่า โกนาคะมะโน 
    • ในรูปปั้นนั้นพญานาคนั่งอยู่บนหลังเต่า หมายถึง แม่เต่าที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 3 มีพระนามว่า กัสสะโป
    • ด้านซ้ายและด้านขวามีรูปปั้นโคนอน หมายถึง แม่โคที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 พระนามว่า โคตะโม
    • สูงขึ้นไปมีรูปปั้นเทวดาคู่ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู หมายถึง หญิงชาวบ้านที่ได้เก็บไข่แม่กาไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ และจะได้จุติเกิดมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตไตรย
    พระพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย หรือ พระเขียวโขง

              ภายในพระวิหารพระเขียวโขง ประดิษฐานของพระพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย หรือ พระเขียวโขง พระพุทธรูปแกะสลักจากหินแม่น้ำโขง บ้านดอนมหาวัน ใกล้กับประเทศลาว มีสีเขียวอมดำเนื้อละเอียด ขนาดหน้าตักกว้าง 19 นิ้ว อัญเชิญมาประดิษฐานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

    พระธาตุวัดสันป่ายางหลวง

              นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีสถาปัตยกรรมที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายที่ เช่น พระธาตุวัดสันป่ายางหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุกลางกระหม่อมของอัครสาวกในองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระโมคคัลลานะ กับ พระสารีบุตร และ วิหารพระพุทธบาทจำลองสี่รอยและพระนิลสมุทร (พระแร่เกาะล้าน) 

    ภายในวิหารพระพุทธบาทจำลอง

              วัดสันป่ายางหลวง ได้รับการชื่นชมว่า เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงามโดยเฉพาะวิหารที่ติดอันดับ 1 ใน 10 วิหารสวยของประเทศไทย

    แผนที่ วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

  • วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

    วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

              วัดชลอ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2275 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยตอนเหนือ หรือ เดิมเรียกว่า คลองลัดบางกรวย ที่เชื่อมต่อกับคลองอ้อมนนท์และคลองบางกรวยซึ่งขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2081  ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา

              บริเวณที่ตั้งของวัดชลอเป็นโค้งน้ำที่ไหลเชี่ยว และเป็นทางแยก จึงมักมีอุบัติเหตุเรือล่มและมีคนจมน้ำเสียชีวิตอยู่เสมอ จนมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคผ่านคลองลัดบางกรวย ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าบริเวณนี้น่าจะสร้างวัด เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน รวมถึงเป็นจุดสังเกตให้คนเรือได้ลดความเร็วและใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเมื่อมาถึงบริเวณนี้ ส่วนชื่อวัดชลอนั้น สันนิษฐานว่าได้รับพระราชทานนามจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่ก็ว่ามาจากคำว่า ช้า และ รอ คือ หยุดรอดูว่าจะมีเรือมาจากทิศไหนบ้าง และกลายเป็นชลอในที่สุด

              ภายในวัดชลอ มีสถานที่และสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ เช่น พระอุโบสถหลังเก่า พระอุโบสถเรือสุพรรณหงส์ และ ศาลเจ้าพ่อไชยสร-เจ้าแม่ภาณี เป็นต้น

    พระอุโบสถหลังเก่า

             พระอุโบสถหลังเก่า สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2300 เป็นอาคารขนาดใหญ่ก่ออิฐถือปูนอยู่ในผังสี่เหลี่ยม มีลักษณะทรงไทยรูปเรือสำเภาโบราณฐานอาคารแอ่นโค้งแบบที่เรียกว่า “ตกท้องสำเภา” มีอาคารโถงเป็นมุขด้านหน้าอุโบสถ ชั้นหลังคาประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ ที่หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาอย่างสวยงาม เป็นลักษณะศิลปกรรมสมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ พระประธานในอุโบสถชื่อ หลวงพ่ออู่ทอง เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว รอบฐานมีเสมาอยู่ทั้ง 8 ทิศ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดชลอ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 96 ตอน 97 วันที่ 16 มิถุนายน 2522

    หลวงพ่ออู่ทอง พระประธานในพระอุโบสถเก่า
    โบสถ์เรือสุพรรณหงส์

              อุโบสถเรือสุพรรณหงส์ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2526 โดยดำริของพระครูนนทปัญญาวิมล (หลวงพ่อสุเทพ) อดีตเจ้าอาวาสวัดชะลอ สามารถเดินขึ้นไปบนเรือเพื่อชมสิ่งก่อสร้างด้านบน และเข้าไปยังพระอุโบสถกลางลำเรือเพื่อเข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อดำ พระประธานในอุโบสถหลังใหม่ได้ 

    หลวงพ่อดำ พระประธานในโบสถ์เรือสุพรรณหงส์
    ศาลเจ้าพ่อไชยสร เจ้าแม่ภาณี หรือ ปึงเถ่ากงม่า

              ศาลเจ้าพ่อไชยสร เจ้าแม่ภาณี หรือ ปึงเถ่ากงม่า บางกรวย เป็นศาลเจ้าขนาดเล็กอยู่ริมคลองบางกรวย ตั้งอยู่ ภายในวัดชลอ ติดริมคลองบางกรวยใกล้กับประตูส่งน้ำ เป็นศาลเจ้า ที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่ศาลเจ้าเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยโดยรอบวัดมาช้านาน ด้านข้างศาลเจ้ามีองเจ้าแม่กวนอิม และ องค์เจ้าพ่อเห้งเจีย ชาวบ้านนิยมมาขอพรเรื่องสุขภาพและโชคลาภ ถ้าสำเร็จก็จะนิยมนำน้ำสีดำมาถวาย

              ศาลเจ้าแม่บัวลอย เป็นศาลไม้บริเวณสะพานข้ามคลองด้านหลังวัด ภายในมีรูปปั้นหญิงสาวสวมผ้าไทย และมีชุดไทยจำนวนมากแขวนถวายไว้ เรื่องของเจ้าแม่บัวลอยเล่าขานกันว่าเป็นพายเรือขายขนมในคลองบางกอกน้อยแล้วเกิดอุบัติเหตุเรือคว่ำเสียชีวิต ร่ำลือกันว่าเฮี้ยนมากจนไม่มีใครกล้าพายเรือในเวลากลางคืน จนต่อมาอดีตเจ้าอาวาสวัดชลอได้กระดูกของแม่บัวลอยมาไว้ที่วัด และภายหลังมีการสร้างศาลให้คนได้บูชา เล่ากันว่าแม่บัวลอยให้หวยแม่นมาก เป็นที่เลื่องลือ จนเจ้ามือหวยต้องส่งคนมาขโมยกระดูกไป

              เรื่องแม่บัวลอยนี้ได้รับการเล่าขานผ่านบทเพลง “บางกอกน้อย” ของชัยชนะ บุญนะโชติ ที่ทั้งไพเราะและโศกเศร้าว่า “น้ำเชี่ยวยิ่งเหลือ เจ้าจึงเป็นเหยื่อคลองบางกอกน้อย จิตใจพี่ให้เศร้าสร้อย ถึงบัวลอยแม่จอมขวัญ”

              ปัจจุบันวัดชลอเปิดให้บุคคลทั่วไป และพุทธศาสนิกชน เข้ากราบสักการะหลวงพ่ออู่ทองในพระอุโบสถหลังเก่า และก่อกำลังก่อสร้างบูรณะพระอุโบสถเรือสุพรรณหงส์ ภายในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ให้สักการะ เช่น พระพุทธรูปประจำวันเกิด จตุคามรามเทพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตลาดชุมชนริมคลองทุกวันหยุดสุดสัปดาห์อีกด้วย

    แผนที่วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

  • วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

    วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

              วัดกลาง หรือ วัดกลางบุรีรัมย์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เดิมเป็นวัดร้าง มีประวัติเล่าว่าสมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช – รัชกาลที่ 1) นำทัพไปปราบกบฏ และได้หยุดพักทัพที่บริเวณสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวัดกลางบุรีรัมย์ และโปรดเกล้าให้ยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ให้ชื่อว่า “วัดแปะใหญ่” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดกลาง” และได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของบุรีรัมย์เมื่อ พ.ศ. 2533

              วัดกลางสถานที่สำคัญ เช่น พระอุโบสถ สระสิงโต และศาลาหอพระไตรปิฎก เป็นต้น พระอุโบสถสร้างและบูรณะอยู่หลายครั้ง ภายในประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีขนาดหน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 3 เมตร สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปหินศิลาแลง โอบด้วยปูน และลงรักปิดทอง เชื่อกันว่า หลวงพ่อโต มีพระพุทธคุณเมตตาเรื่องการขอบุตรธิดาและให้โชคลาภ

              บริเวณวัดยังมี สระสิงโต เป็นสระน้ำโบราณ ที่มีร่องรอยอารยธรรมขอม เชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ใช้ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เมื่อครั้งมีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครบ 5 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530

              ศาลาหอพระไตรปิฎก ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งปัจจุบันวัดกลางพระอารามหลวง เป็นสถานที่ตั้งสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัตยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดกลางพระอารามหลวง ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์

    แผนที่วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

  • วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

    วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

              วัดญาณเวศกวัน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ถัดจาก ด้านหลังพุทธมณฑลเพียง 100 เมตร เริ่มจากการเป็นสำนักสงฆ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 และจัดตั้งเป็นวัดในปี พ.ศ. 2537 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกจนถึงปัจจุบัน ด้วยคุณูปการด้านการเผยแพร่หลักธรรมพระพุทธศาสนา ทั้งการบรรยายและผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย ท่านจึงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปที่ 2 ที่อยู่นอกพระนคร (รูปแรก คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 5)

              ชื่อของวัดญาณเวศกวัน มีความหมายว่า ป่าที่มีเรือนแห่งความรู้ หรือ ป่าของผู้เข้าสู่ญาณพื้นที่ส่วนใหญ่ภายในเนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา ของวัดจึงมีเต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลายมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง ด้วยแนวคิดว่าธรรมชาติที่อยู่รายล้อมรอบตัวคือแหล่งการศึกษาเรียนรู้อันกว้างใหญ่ ล้ำลึก เป็นธรรมะใกล้ตัวที่ผู้มีปัญญาจะพึงค้นพบ

              วัดญาณเวศกวัน มีบรรยากาศไม่เหมือนวัดทั่วไป ภายนอกรอบรั้วปลูกไม้เลื้อยปกคลุม ภายในวัดรายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จนเป็นป่าขนาดย่อม สิ่งปลูกสร้างภายในวัดไม่มากนัก หลัก ๆ ประกอบด้วย

              พระอุโบสถ 2 ชั้น สีขาว ชั้นล่างโปร่งคล้ายใต้ถุน ใช้เป็นที่ประชุมจัดกิจกรรม ชั้นบนประดิษฐานพระประธาน นามว่า พระพุทธประธานญาณเวศกวโนดม หน้าตักกว้าง 59 นิ้ว ประดิษฐานและทำพิธีสมโภชเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 ลักษณะของพระอุโบสถเรียบง่ายสะอาดตา ใช้สำหรับประกอบพิธีสงฆ์

              หอญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ อาคารหอสมุด 3 ชั้น เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาค้นคว้า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากมีคัมภีร์พระพุทธศาสนา ที่สำคัญ อาทิ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคัมภีร์ตัพพินิมุต ไว้เป็นหลักในการค้นคว้าอ้างอิงแล้ว ยังเป็นที่เก็บรวบรวม ผลงานประพันธ์ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนหนังสือและข้อเขียนประกอบอื่น ๆ ที่เป็น ประโยชน์ต่อการใช้อ้างอิง สืบค้น ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00 น. – 16.00 น. โดยสามารถยืมหนังสือออกมานั่งอ่านภายในบริเวณวัดได้

          ญาณเวศก์ธรรมศาลา อาคารโปร่งกว้างสำหรับถวายภัตตาหาร สังฆทาน และเป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของพระสงฆ์ โดยพระจะนำสมาทานศีล รับถวายทาน สัมโมทนียกถา (แสดงธรรม) และอนุโมทนากถา (ให้พร) ตามลำดับ ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 06.55 น. และช่วงเพล เวลาประมาณ 10.30 น. โดยผู้ที่ประสงค์ถวายภัตตาหาร สามารถถวายได้ ทุกวัน เวลาประมาณ 09.00 น. 10.30 น.

              สิ่งที่โดดเด่นของวัดญาณเวศกวันนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างเรียบง่ายท่ามกลางผืนป่า คือการมุ่งเน้นการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นหอสมุด การแจกหนังสือธรรมะและสื่อธรรมต่าง ๆ เช่น ซีดีเสียงคำสอน เว็บไซต์สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมทางธรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งสัปดาห์ ตลอดทั้งปี โดยผู้ที่สนใจ สามารถติดตามกิจกรรมทางธรรมและเนื้อหาคำสอนได้ที่เว็บไซต์ https://www.watnyanaves.net/th/activity-list

    แผนที่วัดญาณเวศกวัน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม