Blog

  • ปันธรรม: 25660904 อย่ามัวมองแต่ทิศที่ทุกข์

    ปันธรรม: 25660904 อย่ามัวมองแต่ทิศที่ทุกข์

    ทิศมี 8 ทิศ 16 ทิศ
    ใยคิด มองเพียง ทิศเดียวเล่า
    ลองเปลี่ยน มุมมอง ให้ใจเบา
    ให้ทุกข์เพลา เพิ่มสุข สบายใจ

    คนเราเป็นทุกข์
    ก็เพราะไปคิดแต่เรื่องทุกข์เรื่องเดียว
    ไม่รู้จักเปลี่ยนอารมณ์
    ไม่รู้จักเปลี่ยนแนวคิด
    คิดแต่เรื่องที่จะทำให้เป็นทุกข์
    มองด้านเดียว

    ทิศมันก็มีตั้ง 8 ทิศ 16 ทิศ นี่
    เรามองอยู่ทิศเดียวทำไม
    มองไปทิศนั้นไม่สบายตา
    มองไปทิศโน้นบ้างทิศนี้บ้าง
    มันมีทิศที่สบายตาสบายใจอยู่เยอะแยะ
    แล้วทำไมไปมองจ้องอยู่ที่ตรงทิศที่เป็นทุกข์ล่ะ

    จากหนังสือ ทำใจให้เป็นสุข บท มองโลกในแง่ดี
    หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ – พระพรหมมังคลาจารย์ (ปั่น ปทุมุตฺตโร)
    สนใจอ่านฉบับเต็ม: http://www.openbase.in.th/files/panya004.pdf

    #อย่ามัวมองแต่ทิศที่ทุกข์ #ทิศ #8ทิศ #16ทิศ #เปลี่ยนมุมมอง #ทำไมไปมองจ้องอยู่ที่ตรงทิศที่เป็นทุกข์ #ทำใจให้เป็นสุข #มองโลกในแง่ดี #หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ #พระพรหมมังคลาจารย์ #ปั่น #ปทุมุตฺตโร #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

  • วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน – วิหารพระเขียวโขง

    วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน – วิหารพระเขียวโขง

              วันสันป่ายางหลวง ตั้งอยู่ในตัวเมืองตรงข้ามกับเทศบาลเมืองลำพูน เดิมเป็นวัดในศาสนาพรหมณ์ ภายหลังจากมีพระกัณฑ์พระโสภโณ พระอุตตโม พระเถระจากพม่าได้มาจำพรรษาเผยแผ่ศาสนาพุทธ ชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงเปลี่ยนมาเป็นวัดพุทธศาสนาแห่งแรกของแคว้นล้านนา ในปี พ.ศ. 1074 โดยมีชื่อเดิมว่า วัดขอมลำโพง 

              ต่อมาพระพุทธศาสนาได้เสื่อมลงตามกาลเวลา จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 1202 ในรัชสมัยของพระนางจามเทวี  ปฐมกษัตริย์แห่งเมืองลำพูน จึงได้มีการฟื้นฟูบูรณะวัดสันป่ายางหลวง ด้วยการสร้างถาวรวัตถุและกำหนดเขตธรณีสงฆ์ขึ้นใหม่ พร้อมกับได้รับชื่อใหม่ว่า “วัดสันป่ายางหลวง” เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพที่ตั้ง เนื่องจากในสมัยก่อนบริเวณดังกล่าวมีต้นยางขึ้นอย่างหนาทึบ

              ภายในวัดสันป่ายาง มีสถานที่สำคัญและสวยงามหลาย เช่น  วิหารพระเขียวโขง พระธาตุวัดสันป่ายาง วิหารพระพุทธบาทจำลอง เป็นต้น

    พระวิหารพระเขียวโขง

              พระวิหารพระเขียวโขง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2546 โดยมีพระครูบาอินทรเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างและออกแบบลวดลายพื้นเมืองที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะสมัยเก่ากับสมัยใหม่ โดยใช้วัสดุเสาไม้ตะเคียนทอง ไม้แดง จากประเทศลาว พม่า และไทย มีการแกะสลักลวดลายปูนปั้นไว้อย่างละเอียด วิจิตรงดงาม ทั้งมุมหน้าจั่ว เชิงเพดานหลังคาด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง รวมทั้งมีการแกะสลักลาย ลงรักปิดทอง เสาพระวิหาร บานประตู และหน้าต่างทุกบาน อย่างสวยงาม

              พระวิหารพระเขียวโขงสร้างขึ้นโดยอ้างอิงตำนานพื้นเมืองที่ปรากฏในคัมภีร์ชื่อ อานิสงส์ผางประทีป (ผ่างปะตี๊ด) ร่วมกับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดย ตำนานผางประทีปเล่าถึงตำนานเริ่มต้นของการตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 5 พระองค์ ที่ในอดีตกาลเกิดเป็นลูกนางกาเผือก เมื่อยังเป็นไข่ถูกลมพัดไปในที่ต่าง ๆ และมีสัตว์ 5 ชนิด คือ ไก่ นาค เต่า วัว และ หญิงชาวบ้าง (บ้างว่า ราชสีห์) เก็บรักษาและเลี้ยงดู ส่วนแม่กาเมื่อหาลูกไม่เจอก็ขาดใจตาย

              ตัวอย่าง สถาปัตยกรรมที่แฝงความเชื่อเรื่องผางประทีปและสะท้อนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น

    • หลังคาพระวิหาร 5 ชั้น และ ช่อฟ้าด้านหน้า 5 ตัว หมายถึง พระเจ้า 5 พระองค์
    • ช่อฟ้าด้านหลังวิหาร 3 ตัว หมายถึง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
    • ช่อฟ้าทั้งหมด 8 ตัวรวมกัน หมายถึง มรรค 8 แนวทางปฏิบัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อมุ่งสู่นิพพาน 
    • กลางหลังคาพระวิหารมี เรือหงส์และฉัตร หมายถึง โลกุตตรธรรม หรือ นิพพาน ความสงบดับเย็นพ้นจากกิเลสตัณหา
    • ด้านล่างพระวิหารมีรูปปั้นผางประทีป เปรียบเหมือนรังกาและกาเผือกนอนในรัง
    • พระพรหมสี่หน้าที่ประทับบนหลังกา หมายถึง แม่กาเผือกที่ได้จุติเป็นท้าวสกุณาวกาพรหม ต้นกำเนิดตำนานผางประทีป
    • บนราวบันไดมี รูปปั้นของไก่ หมายถึง แม่ไก่ที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์แรก มีพระนามว่า กกุสันโธ
    • รูปปั้นนาคแผ่พังพาน 5 ตัว หมายถึง แม่พญานาคที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 2 มีพระนามว่า โกนาคะมะโน 
    • ในรูปปั้นนั้นพญานาคนั่งอยู่บนหลังเต่า หมายถึง แม่เต่าที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ 3 มีพระนามว่า กัสสะโป
    • ด้านซ้ายและด้านขวามีรูปปั้นโคนอน หมายถึง แม่โคที่เก็บไข่แม่กาเผือกมาเลี้ยงดูเป็นลูกจนเติบใหญ่ ซึ่งได้ตั้งจิตอธิษฐาน และเกิดใหม่จนบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 4 พระนามว่า โคตะโม
    • สูงขึ้นไปมีรูปปั้นเทวดาคู่ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู หมายถึง หญิงชาวบ้านที่ได้เก็บไข่แม่กาไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ และจะได้จุติเกิดมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระพุทธเจ้าศรีอริยะเมตไตรย
    พระพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย หรือ พระเขียวโขง

              ภายในพระวิหารพระเขียวโขง ประดิษฐานของพระพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย หรือ พระเขียวโขง พระพุทธรูปแกะสลักจากหินแม่น้ำโขง บ้านดอนมหาวัน ใกล้กับประเทศลาว มีสีเขียวอมดำเนื้อละเอียด ขนาดหน้าตักกว้าง 19 นิ้ว อัญเชิญมาประดิษฐานเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2541

    พระธาตุวัดสันป่ายางหลวง

              นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีสถาปัตยกรรมที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายที่ เช่น พระธาตุวัดสันป่ายางหลวง เป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิธาตุกลางกระหม่อมของอัครสาวกในองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า คือ พระโมคคัลลานะ กับ พระสารีบุตร และ วิหารพระพุทธบาทจำลองสี่รอยและพระนิลสมุทร (พระแร่เกาะล้าน) 

    ภายในวิหารพระพุทธบาทจำลอง

              วัดสันป่ายางหลวง ได้รับการชื่นชมว่า เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงามโดยเฉพาะวิหารที่ติดอันดับ 1 ใน 10 วิหารสวยของประเทศไทย

    แผนที่ วัดสันป่ายางหลวง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน

  • ปันธรรม: 25660829 ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้

    ปันธรรม: 25660829_ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้

    ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ
    ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ

    ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
    ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้

    โดยทั่วไปถือกันว่า ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด
    เมื่อถึงคราวจำเป็นคนเราอาจสละทุกสิ่งทุกอย่างได้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิต

    หากพิจารณาตามแนวของพระพุทธศาสนาก็เป็นจริงเช่นนั้น
    พระพุทธศาสนาถือว่า รากฐานของชีวิตคือความดี
    หากมีความดีไม่ถึงขั้น ก็จะไม่ได้ความเป็นมนุษย์

    ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า
    ความได้เป็นมนุษย์เป็นการยาก

    เมื่อชีวิต ซึ่งก็คือ การที่ได้มาเป็นมนุษย์ นั้นมีค่า
    เราจึงควรใช้ชีวิตให้สมค่าของชีวิต โดยการทำความดี
    ด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง
    การทำความดีให้ถึงพร้อม
    การทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์
    และ การประกอบประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
    ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างเปล่าประโยชน์
    ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี
    จึงได้ชื่อว่ามี สุชีวิต คือ มีชีวิตที่ดีงาม

    พระพรปีใหม่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
    ทรงประทานแก่ประชาชนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

    .
    #ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ #ธรรม #ประพฤติดี #สุข #ความสุข
    #สมเด็จพระญาณสังวร #สมเด็จพระสังฆราช #สกลมหาสังฆปริณายก
    #ปันธรรม #บ้านไอศูรย์

  • ปันธรรม: 25660828 ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์

    ปันธรรม: 25660828 ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์

    ปัญฺญา ว ธเนน เสยฺโย
    “ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์”
    .
    เงินทองทรัพย์สิ่งสิ้น……….วัวควาย
    โจรลักขโมยขาย…………….แย่งยื้อ
    ซื้อสรรพสิ่งทั้งหลาย………..ด้วยทรัพย์ นั้นแล
    แต่มิอาจใช้ซื้อ……………….สุขแท้นิพพาน
    .
    ปัญญาเป็นทรัพย์ล้ำ…………เลอเลิศ
    เป็นสิ่งอันประเสริฐ…………..ยิ่งล้น
    อาจก่อเกียรติช่วยเชิด………ชูชื่อ
    รู้จักนำตนพ้น…………………..จากห่วงทุกข์กรรม
    .
    พุทธศาสนสุภาษิตคำโคลง
    พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

  • ความสุข (อื่น) ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี

    นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ
    (นัตถิ สันติปะรัง สุขัง)

    ความสุข (อื่น) ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี

    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25
    ขุททกนิกาย ธรรมบท สุขวรรคที่ 15

  • วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

    วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

              วัดชลอ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2275 ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยตอนเหนือ หรือ เดิมเรียกว่า คลองลัดบางกรวย ที่เชื่อมต่อกับคลองอ้อมนนท์และคลองบางกรวยซึ่งขุดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2081  ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา

              บริเวณที่ตั้งของวัดชลอเป็นโค้งน้ำที่ไหลเชี่ยว และเป็นทางแยก จึงมักมีอุบัติเหตุเรือล่มและมีคนจมน้ำเสียชีวิตอยู่เสมอ จนมีตำนานเล่าว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคผ่านคลองลัดบางกรวย ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าบริเวณนี้น่าจะสร้างวัด เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน รวมถึงเป็นจุดสังเกตให้คนเรือได้ลดความเร็วและใช้ความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเมื่อมาถึงบริเวณนี้ ส่วนชื่อวัดชลอนั้น สันนิษฐานว่าได้รับพระราชทานนามจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ไม่ก็ว่ามาจากคำว่า ช้า และ รอ คือ หยุดรอดูว่าจะมีเรือมาจากทิศไหนบ้าง และกลายเป็นชลอในที่สุด

              ภายในวัดชลอ มีสถานที่และสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ เช่น พระอุโบสถหลังเก่า พระอุโบสถเรือสุพรรณหงส์ และ ศาลเจ้าพ่อไชยสร-เจ้าแม่ภาณี เป็นต้น

    พระอุโบสถหลังเก่า

             พระอุโบสถหลังเก่า สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2300 เป็นอาคารขนาดใหญ่ก่ออิฐถือปูนอยู่ในผังสี่เหลี่ยม มีลักษณะทรงไทยรูปเรือสำเภาโบราณฐานอาคารแอ่นโค้งแบบที่เรียกว่า “ตกท้องสำเภา” มีอาคารโถงเป็นมุขด้านหน้าอุโบสถ ชั้นหลังคาประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกาและหางหงส์ ที่หน้าบันตกแต่งด้วยปูนปั้นลายพันธุ์พฤกษาอย่างสวยงาม เป็นลักษณะศิลปกรรมสมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ พระประธานในอุโบสถชื่อ หลวงพ่ออู่ทอง เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง ขนาดหน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว รอบฐานมีเสมาอยู่ทั้ง 8 ทิศ กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดชลอ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 96 ตอน 97 วันที่ 16 มิถุนายน 2522

    หลวงพ่ออู่ทอง พระประธานในพระอุโบสถเก่า
    โบสถ์เรือสุพรรณหงส์

              อุโบสถเรือสุพรรณหงส์ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2526 โดยดำริของพระครูนนทปัญญาวิมล (หลวงพ่อสุเทพ) อดีตเจ้าอาวาสวัดชะลอ สามารถเดินขึ้นไปบนเรือเพื่อชมสิ่งก่อสร้างด้านบน และเข้าไปยังพระอุโบสถกลางลำเรือเพื่อเข้าไปกราบสักการะหลวงพ่อดำ พระประธานในอุโบสถหลังใหม่ได้ 

    หลวงพ่อดำ พระประธานในโบสถ์เรือสุพรรณหงส์
    ศาลเจ้าพ่อไชยสร เจ้าแม่ภาณี หรือ ปึงเถ่ากงม่า

              ศาลเจ้าพ่อไชยสร เจ้าแม่ภาณี หรือ ปึงเถ่ากงม่า บางกรวย เป็นศาลเจ้าขนาดเล็กอยู่ริมคลองบางกรวย ตั้งอยู่ ภายในวัดชลอ ติดริมคลองบางกรวยใกล้กับประตูส่งน้ำ เป็นศาลเจ้า ที่ถูกสร้างขึ้นแทนที่ศาลเจ้าเดิมที่ชำรุดทรุดโทรม เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยโดยรอบวัดมาช้านาน ด้านข้างศาลเจ้ามีองเจ้าแม่กวนอิม และ องค์เจ้าพ่อเห้งเจีย ชาวบ้านนิยมมาขอพรเรื่องสุขภาพและโชคลาภ ถ้าสำเร็จก็จะนิยมนำน้ำสีดำมาถวาย

              ศาลเจ้าแม่บัวลอย เป็นศาลไม้บริเวณสะพานข้ามคลองด้านหลังวัด ภายในมีรูปปั้นหญิงสาวสวมผ้าไทย และมีชุดไทยจำนวนมากแขวนถวายไว้ เรื่องของเจ้าแม่บัวลอยเล่าขานกันว่าเป็นพายเรือขายขนมในคลองบางกอกน้อยแล้วเกิดอุบัติเหตุเรือคว่ำเสียชีวิต ร่ำลือกันว่าเฮี้ยนมากจนไม่มีใครกล้าพายเรือในเวลากลางคืน จนต่อมาอดีตเจ้าอาวาสวัดชลอได้กระดูกของแม่บัวลอยมาไว้ที่วัด และภายหลังมีการสร้างศาลให้คนได้บูชา เล่ากันว่าแม่บัวลอยให้หวยแม่นมาก เป็นที่เลื่องลือ จนเจ้ามือหวยต้องส่งคนมาขโมยกระดูกไป

              เรื่องแม่บัวลอยนี้ได้รับการเล่าขานผ่านบทเพลง “บางกอกน้อย” ของชัยชนะ บุญนะโชติ ที่ทั้งไพเราะและโศกเศร้าว่า “น้ำเชี่ยวยิ่งเหลือ เจ้าจึงเป็นเหยื่อคลองบางกอกน้อย จิตใจพี่ให้เศร้าสร้อย ถึงบัวลอยแม่จอมขวัญ”

              ปัจจุบันวัดชลอเปิดให้บุคคลทั่วไป และพุทธศาสนิกชน เข้ากราบสักการะหลวงพ่ออู่ทองในพระอุโบสถหลังเก่า และก่อกำลังก่อสร้างบูรณะพระอุโบสถเรือสุพรรณหงส์ ภายในวัดยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ให้สักการะ เช่น พระพุทธรูปประจำวันเกิด จตุคามรามเทพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตลาดชุมชนริมคลองทุกวันหยุดสุดสัปดาห์อีกด้วย

    แผนที่วัดชลอ ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

  • วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

    วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

              วัดกลาง หรือ วัดกลางบุรีรัมย์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย เดิมเป็นวัดร้าง มีประวัติเล่าว่าสมัยกรุงธนบุรี เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช – รัชกาลที่ 1) นำทัพไปปราบกบฏ และได้หยุดพักทัพที่บริเวณสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวัดกลางบุรีรัมย์ และโปรดเกล้าให้ยกวัดร้างเป็นวัดมีพระสงฆ์ให้ชื่อว่า “วัดแปะใหญ่” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดกลาง” และได้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงแห่งแรกของบุรีรัมย์เมื่อ พ.ศ. 2533

              วัดกลางสถานที่สำคัญ เช่น พระอุโบสถ สระสิงโต และศาลาหอพระไตรปิฎก เป็นต้น พระอุโบสถสร้างและบูรณะอยู่หลายครั้ง ภายในประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีขนาดหน้าตักกว้าง 2 เมตร สูง 3 เมตร สันนิษฐานว่าเดิมเป็นพระพุทธรูปหินศิลาแลง โอบด้วยปูน และลงรักปิดทอง เชื่อกันว่า หลวงพ่อโต มีพระพุทธคุณเมตตาเรื่องการขอบุตรธิดาและให้โชคลาภ

              บริเวณวัดยังมี สระสิงโต เป็นสระน้ำโบราณ ที่มีร่องรอยอารยธรรมขอม เชื่อว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ใช้ทูลเกล้าฯ ถวายในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เมื่อครั้งมีพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ครบ 5 รอบ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530

              ศาลาหอพระไตรปิฎก ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ซึ่งปัจจุบันวัดกลางพระอารามหลวง เป็นสถานที่ตั้งสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีพระเดชพระคุณ พระเทพปริยัตยาจารย์ เจ้าอาวาสวัดกลางพระอารามหลวง ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์

    แผนที่วัดกลาง (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

  • วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

    วัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

              วัดญาณเวศกวัน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ถัดจาก ด้านหลังพุทธมณฑลเพียง 100 เมตร เริ่มจากการเป็นสำนักสงฆ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2532 และจัดตั้งเป็นวัดในปี พ.ศ. 2537 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกจนถึงปัจจุบัน ด้วยคุณูปการด้านการเผยแพร่หลักธรรมพระพุทธศาสนา ทั้งการบรรยายและผ่านสื่อต่าง ๆ มากมาย ท่านจึงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะรูปที่ 2 ที่อยู่นอกพระนคร (รูปแรก คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) วัดศาลาปูน พระนครศรีอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 5)

              ชื่อของวัดญาณเวศกวัน มีความหมายว่า ป่าที่มีเรือนแห่งความรู้ หรือ ป่าของผู้เข้าสู่ญาณพื้นที่ส่วนใหญ่ภายในเนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา ของวัดจึงมีเต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลายมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง ด้วยแนวคิดว่าธรรมชาติที่อยู่รายล้อมรอบตัวคือแหล่งการศึกษาเรียนรู้อันกว้างใหญ่ ล้ำลึก เป็นธรรมะใกล้ตัวที่ผู้มีปัญญาจะพึงค้นพบ

              วัดญาณเวศกวัน มีบรรยากาศไม่เหมือนวัดทั่วไป ภายนอกรอบรั้วปลูกไม้เลื้อยปกคลุม ภายในวัดรายล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่จนเป็นป่าขนาดย่อม สิ่งปลูกสร้างภายในวัดไม่มากนัก หลัก ๆ ประกอบด้วย

              พระอุโบสถ 2 ชั้น สีขาว ชั้นล่างโปร่งคล้ายใต้ถุน ใช้เป็นที่ประชุมจัดกิจกรรม ชั้นบนประดิษฐานพระประธาน นามว่า พระพุทธประธานญาณเวศกวโนดม หน้าตักกว้าง 59 นิ้ว ประดิษฐานและทำพิธีสมโภชเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2542 ลักษณะของพระอุโบสถเรียบง่ายสะอาดตา ใช้สำหรับประกอบพิธีสงฆ์

              หอญาณเวศก์ธรรมสมุจย์ อาคารหอสมุด 3 ชั้น เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาค้นคว้า พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากมีคัมภีร์พระพุทธศาสนา ที่สำคัญ อาทิ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคัมภีร์ตัพพินิมุต ไว้เป็นหลักในการค้นคว้าอ้างอิงแล้ว ยังเป็นที่เก็บรวบรวม ผลงานประพันธ์ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ตลอดจนหนังสือและข้อเขียนประกอบอื่น ๆ ที่เป็น ประโยชน์ต่อการใช้อ้างอิง สืบค้น ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น เปิดให้บริการทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 08.00 น. – 16.00 น. โดยสามารถยืมหนังสือออกมานั่งอ่านภายในบริเวณวัดได้

          ญาณเวศก์ธรรมศาลา อาคารโปร่งกว้างสำหรับถวายภัตตาหาร สังฆทาน และเป็นสถานที่ฉันภัตตาหารของพระสงฆ์ โดยพระจะนำสมาทานศีล รับถวายทาน สัมโมทนียกถา (แสดงธรรม) และอนุโมทนากถา (ให้พร) ตามลำดับ ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 06.55 น. และช่วงเพล เวลาประมาณ 10.30 น. โดยผู้ที่ประสงค์ถวายภัตตาหาร สามารถถวายได้ ทุกวัน เวลาประมาณ 09.00 น. 10.30 น.

              สิ่งที่โดดเด่นของวัดญาณเวศกวันนอกเหนือจากสิ่งปลูกสร้างเรียบง่ายท่ามกลางผืนป่า คือการมุ่งเน้นการเผยแพร่หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นหอสมุด การแจกหนังสือธรรมะและสื่อธรรมต่าง ๆ เช่น ซีดีเสียงคำสอน เว็บไซต์สำหรับการศึกษาเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมทางธรรมที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งสัปดาห์ ตลอดทั้งปี โดยผู้ที่สนใจ สามารถติดตามกิจกรรมทางธรรมและเนื้อหาคำสอนได้ที่เว็บไซต์ https://www.watnyanaves.net/th/activity-list

    แผนที่วัดญาณเวศกวัน เป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม

  • วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

    วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

             หลวงพ่อใหญ่ วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

             วัดบูรพาภิรามสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2456 เดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดบูรพาภิราม เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของคูรอบเมืองร้อยเอ็ด

             ภายในวัดประดิษฐาน พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือ หลวงพ่อใหญ่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 พระพุทธรูปปางประทานพร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 67 เมตร 85 เซนติเมตร นับได้ว่า เป็นพระพุทธรูปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเชื่อกันว่า หากใครได้มากราบไหว้ จะได้อานิสงส์สูงเทียมเท่านภา ไม่ว่าทำการสิ่งใดก็จะสำเร็จสมปรารถนาด้วยประการทั้งปวง

               นอกจากนี้ ใต้ฐานของพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี ได้จัดแบ่งเป็นพิพิธภัณฑ์หลากหลายห้อง และ ด้านหลังองค์ยังบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียอีกด้วย

    แผนที่วัดบูรพาภิราม ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด

  • หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด จ.ตราด

    หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม ต.วังกระแจะ อ.เมืองตราด จ.ตราด

              วัดบุปผาราม วัดปลายคลอง หรือวัดเนินหย่อง ตั้งอยู่ที่ ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดตราด คาดว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในราวรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2191)

              ภายในวัดมีสิ่งก่อสร้าง โบราณสถาน และโบราณวัตถุหลากหลาย ที่ได้รับการดูแลรักษาบูรณะด้วยความศรัทธาของชุมชนมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย รัตนโกสินทร์ต้นต้น จวบจนถึงปัจจุบัน

              พระอุโบสถของวัดบุปผารามตั้งอยู่ภายในระเบียงคด มีลักษณะเป็นแบบก่ออิฐถือปูน ผนังด้านนอกสีขาว บานประตูหน้าต่างเป็นไม้ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายครั้ง คงศิลปะตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ยังสามารถรักษาไว้ได้ และบำรุงรักษาบูรณะใหม่จากของเดิมที่ทรุดโทรม ทำให้พระอุโบสถแห่งนี้มีความทับซ้อนกันของศิลปะทั้งในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์

              ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน พระประธาน ชาวบ้านเรียกกันว่า หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา มีพระพุทธลักษณะพิเศษ คือที่พระเนตร (ดวงตา) และพระขนา (เล็บ) ทั้งนิ้วพระและพระหัตถ์ สร้างจากเปลือกหอย จึงมีสีขาวขุ่น เหมือนมนุษย์ทั่วไป

    หลวงพ่อโต วัดบุปผาราม

              สิ่งที่น่าสนใจภายในพระอุโบสถ คือ จิตรกรรมฝาผนังศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ได้รับการบูรณะจากเหล่าพ่อค้าชาวจีนที่ล่องสำเภามาค้าขาย และตั้งรกรากที่จังหวัดตราดซึ่งเป็นเมืองท่า โดยงานจิตรกรรมล้วนเป็นฝีมือของช่างพื้นถิ่นที่เป็นชาวจีน ลวดลายต่าง ๆ จึงสะท้อนถึงศิลปะจีน เช่น ลายดอกโบตั๋นในกรอบสีเหลี่ยมด้านหลังหลวงพ่อโต หากสังเกตจะมีความพริ้วของผ้าม่าน ซึ่งผ้าม่านได้ถูกวาดครอบบานช่องหน้าต่างทุกบานประดับด้วยลายผ้าต่าง ๆ ไม่ซ้ำกัน ด้านข้างคือกิเลนและสิงห์คาบคัมภีร์นอกจากนี้ยังมี ลายพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม ลายดอกพุดตาน และบนเพดานเป็นรูปดาว มีลายกลีบบัวซ้อนอยู่ภายใน เป็นต้น

              วิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นอาคารชั้นเดียว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สันนิษฐานว่าบูรณะพร้อมกับหลวงพ่อโต เพราะที่พระเนตรมีการประดับด้วยเปลือกหอยด้วยเช่นกัน ผนังมีจิตรกรรมฝาผนังเน้นลายดอกไม้ และสัตว์ต่าง ๆ ปัจจุบันหลุดลอกไป มากแล้ว

              ในบริเวณวัดยังมีกุฏิสงฆ์ ที่สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 2370 – 2375 เป็นกุฏิขนาดเล็กจำนวน 11 หลัง มีขนาดประมาณกว้าง 2 เมตร ยาว 4.50 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ให้พระสงฆ์จำวัดเพียงหลังละ 1 รูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ 19 ได้กล่าวไว้ว่าเป็นการสร้างกุฏิที่ถูกต้องตามพระบรมพุทธานุญาต ในพระธรรมวินัย ซึ่งทุกวันนี้แทบไม่มีให้เห็นแล้ว 

              พิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าไว้มากมาย เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปทอง พระพุทธรูปบุเงิน รวมทั้งเครื่องถ้วยจีน เครื่องถ้วยยุโรป แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเมืองท่าชายฝั่งตะวันออก กับเมืองอื่นทั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงโลกตะวันตก

              วัดบุปผาราม เป็นศูนย์รวมในการจัดงานประเพณีสงกรานต์ในวันที่ 13 – 15 เมษายน ของทุกปี โดยมีกิจกรรมเช่น พิธีทำบุญตักบาตร พิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น การทำบุญฉลองพระทราย กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน ซึ่งในช่วงงานเทศกาล ทางวัดจะเปิดพระอุโบสถและวิหารเก่าแก่ภายในวัดให้พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวได้เข้าชมอีกด้วย

              การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตราด ได้คัดเลือกวัดบุปผารามเป็น Unseen New Chapter ของปี 2566

    แผนที่วัดบุปผาราม
    ต.วังกระแจะ อ. เมืองตราด จ.ตราด